ราคาทองคำและเงินลดลงต่อเนื่องเนื่องจากความแข็งแกร่งของดอลลาร์กดดันตลาดโลหะ
2Q21 investment theme
SET: คาดการณ์ SET Index แกว่งตัว Sideways ในวันนี้ โดยอาจยังสามารถ ปรับตัว Outperform ตลาดหุ้นอื่นได้จาก 1) แรงหนุนของนักลงทุนภายในประเทศ 2) ราคาน้ํามันที่ยังคงยืนได้ 3) Bond yield ที่ขยับสูงขึ้น ซึ่งส่งผลบวกมายังตลาด
Value และ Cyclical เช่นไทย โดยยังคงมีปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดได้แก่ การอ่อนค่าของเงินบาท ที่ล่าสุดยังคงอ่อนแอกว่าภูมิภาคโดยเปรียบเทียบ และอาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อกระแส Fund flow ในช่วงถัดไปได้ ในเชิงกล ยุทธ์ แนะนํา Selective การลงทุนต่อไป โดยมองกลุ่มหุ้นปลอดภัยที่น่าจะทนทาน ต่อความผันผวนของตลาดในสัปดาห์นี้ ได้แก่ OR, PTG, BBL, TCAP, ADVANC, INTUCH, ACE Factors: ส่าหรับปัจจัยที่น่าติดตามในวันนี้ ได้แก่
1) รายงาน PMI ภาคการผลิตของจีนประจําเดือนมี.ค. ซึ่งล่าสุดออกมาแล้วปรากฏว่าอยู่ที่ระดับ 51.9 ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 51.2 และเป็นการปรับตัวขึ้นได้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน
2) รายงานตัวเลขเศรษฐกิจไทยของธปท.ประจําเดือนก.พ. ซึ่งมีตัวเลขที่น่า
ติดตามได้แก่ การบริโภคภาคเอกชน (PCI) ว่าจะมีการฟื้นตัวขึ้นหลังคลาย Lockdown มากน้อยแค่ไหน และดุลบัญชีเดินสะพัดที่ล่าสุดตลาดคาดการณ์ ขาดดุลต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ที่ 900 ล้านเหรียญฯ หากตัวเลขจริงออกมา ขาดดุลมากกว่าคาด มีโอกาสที่จะกดดันค่าเงินบาทต่อเนื่องได้ ล่าสุดเช้าวันนี้ บาทยังคงเดินหน้าอ่อนค่าทําสถิติใหม่อย่างต่อเนื่องที่ 31.3 บาท/ดอลลาร์ ถือเป็นสกุลเงินในเอเชียที่อ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 1 วันที่ผ่านมา การให้รายละเอียดของปธน.โจไบเดน เกี่ยวกับแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ ที่จะเน้นไปยังการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยจะต้องติดตามว่า วงเงินนั้นจะใกล้เคียงกับที่ตลาดคาดแถว 3-4 ล้านล้านเหรียญฯหรือไม่ และความรวดเร็วของร่างกฎหมายดังกล่าวจะมีแผนนําเข้าสู่สภาเมื่อไหร่
มองจะเป็นปัจจัยที่อาจทําให้ Bond yield สหรัฐฯผันผวนในคืนนี้
2Q21: เราออกบทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนประจําไตรมาส 2 ประเมินเป็นไป ได้ยากที่ตลาดหุ้นไทยจะให้ผลตอบแทนที่โดดเด่นเหมือนกับช่วงไตรมาส 1 ที 10% แต่การปรับฐานแบบรุนแรงนั้น คงจะเกิดขึ้นได้ยากเช่นเดียวกัน (มอง Downside 1450 จุด) จากเหตุผลสําคัญก็คือสภาพคล่องที่คอยหล่อเลี้ยง ทั้งในไทยและต่างประเทศ ดังนั้นจึงมองภาพตลาดทั้งไตรมาสจะเป็นลักษณะของ การ ทดเวลาการเล่น” โดยมีปัจจัยที่อาจจะยังทําให้ตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่งกว่า ตลาดหุ้นอื่นก็คือ Character ของตลาดที่มีลักษณะเป็น Value play ซึ่งมักเป็น กลุ่มที่ Outperform ในช่วงที่ Bond yield และความชัน Yield curve ยังคงมี ทิศทางเป็นขาขึ้น
กลยุทธ์วันนี้
Economy: ประเมินว่ารายงานตัวเลขเศรษฐกิจโลกส่วนใหญ่ในไตรมาส 2 จะดีขึ้นจากไตร มาส 1 อย่างแน่นอน เนื่องจากในไตรมาสแรกยังคงมีการปิดพื้นที่ Lockdown ให้เห็นปรากฏ อยู่ แต่ต้องบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจที่ดีนี้ เริ่มยากที่จะสร้าง Surprise ทางบวกให้กับตลาด แล้วในช่วงหลัง ในส่วนของเศรษฐกิจไทย ประเมินความเสี่ยงสําคัญในช่วงถัดไปอยู่ 3 ประการได้แก่
1) การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อาจล่าช้า
2) ปัญหาภัยแล้ง และ
3) ปรากฏการณ์ Stagflation Sell-in-May เราประเมินมีโอกาส 80% ที่จะเกิดปรากฏการณ์ Sell-in-May ในปี นี้ โดยมีสาเหตุหลักมาจาก
1) Valuation ที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งเมื่อประกอบกับ Bond yield ที่อยู่สูง อาจก่อให้เกิดการโยกย้ายเม็ดเงินออกจากตลาดหุ้นเข้าสู่ตลาดพันธบัตรได้ หากตลาดมีการ Price in มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆไปพอสมควรแล้ว
2) การคืนกําลังการผลิตน้ํามันของกลุ่ม OPEC+ เข้ามาในตลาดมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผล กดดันต่อราคาน้ํามันและหุ้นกลุ่ม Oil & Gas ได้
3) การปรับพอร์ตของนักลงทุนสถาบันในประเทศเพื่อรองรับวิธีการคานวณดัชนีแบบ Free-float adjusted market cap ที่จะทําให้ดัชนี SET50 และ SET100 ได้รับ ผลกระทบเชิงลบก่อนในช่วงแรก 4) การ Price in ของตลาดไปก่อนหน้าถึงความเป็นไปได้ในการใช้มาตรการ Operation twist ของ Fed ซึ่งในอดีต ตลาดหุ้นมักมีการย่อตัวลงก่อนหน้าที่มาตรการจะถูกบังคับใช้จริง
Value oriented: ในส่วนของธีมการลงทุนใหญ่ เรามองว่าในช่วง 9 เดือนที่เหลือของปีนี้ นักลงทุนยังสามารถที่จะจัดสรรพอร์ตการลงทุนให้เน้นไปยังกลุ่มหุ้น Value และกลุ่ม Cyclical ได้ เนื่องจากเป็นกลุ่มหุ้นในไทยที่ยังคง Laggard ซึ่งถือว่าผิดไปจากกระแส Value Outperformance ที่เกิดขึ้นทั่วโลกนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงระดับ Relative valuation ที่มีความน่าสนใจมากกว่า ทั้งนี้ Sector ในตลาดที่ยังคงมีคุณลักษณะเป็น Value play ณ ขณะนี้จะเหลืออยู่เพียง 5 Sector เท่านั้น ได้แก่ กลุ่ม BANK, AGRI, AUTO, CONMAI, INSURE
Theme: ส่วนธีมการลงทุนที่น่าสนใจประจําไตรมาส ได้แก่
1) กลุ่มหุ้นที่ได้ประโยชน์จากธีม Reopening แต่จะต้องมี Valuation ที่ยังถูกอยู่ อาทิกลุ่มปั้มน้ํามัน ได้แก่ OR, PTG กลุ่มโรงพยาบาล ได้แก่ BDMS, BCH, IMH
2) กลุ่มหุ้นส่งออกที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการอ่อนค่าของเงินบาท อาทิ กลุ่มยานยนต์ ได้แก่ AH กลุ่มอาหาร ได้แก่ CPF, TU และกลุ่มยาง ได้แก่ STA, STGT
3) กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะรายงานผลก่าไรไตรมาส 1/64 ออกมาเติบโตทั้ง YoY และ QoQ พร้อมทั้งยังซื้อขายด้วย Dividend yield อยู่ในระดับสูงเกินกว่า 3% ขึ้นไป ได้แก่ ADVANC, EGCO, PTT (BK:PTT), QH, SCC
4) หุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี SET50 ที่จะมีผลบังคับใช้ในรอบครึ่งปีหลังนี้ได้แก่ STGT, IRPC, STA 5) หุ้นที่คาดว่าจะถูกคัดเลือกเข้าสู่ดัชนี MSCI Thailand standard index ประจํารอบเดือนพ.ค.นี้ ได้แก่ SCGP
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Trinity Securities
