ลักษณะการประกอบธุรกิจ STGT ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายถุงมือยาง โดยมีผลิตภัณฑ์ 2 ประเภท ได้แก่ (1) ถุงมือยางธรรมชาติได้แก่ ถุงมือยางธรรมชาติชนิดแบบมีแป้ง และ ถุงมือยางธรรมชาติชนิดไม่มีแป้ง (2) ถุงมือยางไนไตรล์โดยบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางไนไตรล์ภำยใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัท รวมถึงรับจ้างผลิตถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางไนไตรล์ (OEM)
กำลังการผลิตในปัจจุบันและแผนขยายกำลังการผลิต ณ สิ้น 1Q63 บริษัทมีกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด 32,619 ล้านชิ้นต่อปี โดยมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตเป็น 50,000 ล้ำนชิ้นต่อปี ภายในปี 2568 และ 100,000 ล้านชิ้นต่อปี ภายในปี 2575
ภาพรวมรายได้รวมและกำไรสุทธิ 1Q63 และปี 2562 ของบริษัท STGT รายงานกำไรสุทธิ 1Q63 อยู่ที่ 422 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 169%YoY และมี รายได้รวมอยู่ที่ 3,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26%YoY เป็นผลมาจากปริมาณการขายถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นจากการขยายกำลังผลิต รวมถึงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลให้ความต้องการใช้ถุงมือยางทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ
ณ สิ้น 1Q63 มีสัดส่วนรายได้จากในประเทศ 9% และต่างประเทศ 91% ขณะที่ กำไรสุทธิปี 2562 อยู่ที่ 634 ล้านบาท ลดลง 39.8%YoY แม้รายได้รวมอยู่ที่ 11,994 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.2%YoY เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 12.0% ลดลงจากปี 2561 ที่ 16.5% เป็นผลมาจากเงินบาทแข็งค่ามากเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่คู่แข่งรายใหญ่ในประเทศมาเลเซียได้รับผลบวกจาก มาเลเซียริงกิตอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐฯ ส่งผลให้บริษัทต้องปรับลดราคาขายเฉลี่ยถุงมือยางลง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันกับคู่แข่งใน มาเลเซีย
ปัจจัยเสี่ยง 1. ความผันผวนของราคาวัตถุดิบ ได้แก่ ราคาน้ำยางข้น และราคาน้ำยางสังเคราะห์ 2. ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ได้แก่ เงินบาทต่อเหรียญสหรัฐฯ และ มาเลเซียริงกิตต่อเหรียญสหรัฐฯ
วัตถุประสงค์การใช้เงิน 1. ขยายกำลังการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต 2. เพื่อติดตั้งระบบ SAP 3. ชำระเงินกู้สถาบันการเงิน 4. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน
บทควิเคราะห์จาก Asia Wealth Securities