CEO ของ Nvidia เผย การลงทุนใน OpenAI ยังคงเดินหน้าต่อไป
บทความโดย Michael Kramer สำหรับ Investing.com เท่านั้น
อนาคตของตลาดหุ้นจะดีขึ้นได้ไหม? หลายคนคงมีคำถามนี้ในใจเนื่องจากได้ยินกระแสการกล่าวถึงอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรซึ่งทำรูปแบบ Inversion ในช่วงนี้ค่อนข้างมาก แต่ยังมีตัวอย่างสำคัญอีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะถูกมองข้ามไป นั่นก็คืออัตราผลตอบแทนด้านเงินปันผลของดัชนี S&P 500 กับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่นอายุ 10 ปี ซึ่งก็เป็นรูปแบบ Inversion เช่นกัน
ล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปีมีค่าต่ำกว่าผลตอบแทนของดัชนี S&P 500 และหากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ตลาดหุ้นอาจกำลังเตรียมที่จะพุ่งสูงขึ้นก็เป็นได้
เมื่อใช้ผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลของกองทุน SPDR S&P 500 (NYSE:SPY) เป็นตัวแทนของดัชนี S&P 500 เทียบกับ ดอกเบี้ยพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี ได้เกิดรูปแบบ Inversion ขึ้นถึงสามครั้งหากนับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา โดยเกิดขึ้นในช่วงปี 2009 ระหว่างปี 2012 กับ 2013 และระหว่างปี 2015 กับ 2016
ปัจจุบันลักษณะ Inversion ดังกล่าวก็ได้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้วเช่นกัน นอกจากนี้แล้ว ในระหว่างปี 2012 ถึง 2015 ตลาดหุ้นก็เริ่มเข้าสู่ช่วงสะสมตัวถึงเกือบสองปี ในสถานการณ์เช่นนี้ หากรูปแบบ Inversion กลับมาเป็นปกติเมื่อใด ตลาดหุ้นก็จะกลับมาพุ่งทะยานขึ้นอีกมาก
กราฟรายวันของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรุ่นอายุ 2 ปีเทียบกับ 10 ปี
รูปแบบ Inversion ของพันธบัตรรุ่นอาุย 10 ปีเทียบกับ 2 ปี
ในขณะที่กระแสข่าวต่างโหมสร้างความกังวลในเรื่องที่ดอกเบี้ยพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปีและ 2 ปี กำลังมีรูปแบบกราฟแบบ Inversion นั้น แทบไม่มีใครสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับอัตราเงินปันผลของ SPY (NYSE:SPY) เลย นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา ดอกเบี้ยพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี ได้ปรับลดลงจาก 2.1% ไปอยู่ที่ราว 1.55% การปรับลดลงอย่างหนักนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรลดต่ำลงไปกว่าอัตราเงินปันผลของกองทุน SPY ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 1.88% และยังทำให้อัตราผลตอบแทนของทั้งสองอย่างมีผลต่างที่ติดลบ 0.33% ปัจจุบันผลต่างดังกล่าวมีค่าอยู่ในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2016 เป็นต้นมา
ผลต่างของอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสหรัฐฯ รุ่นอายุ 10 ปีเทียบกับอัตราเงินปันผลของกองทุน SPY
เหตุการณ์เหมือนว่าจะเคยเกิดขึ้นมาก่อน?
การเกิดรูปแบบ Inversion ในอดีตมักจะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นเริ่มซา ในช่วงที่เกิด Inversion ในปี 2015 และ 2016 ตลาดหุ้นยังคงมีทิศทางไม่แน่นอน และตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม 2015 จนถึงพฤศจิกายน 2016 ในช่วงที่ดัชนี S&P ปรับตัวขึ้นเพียง 0.34% ตลาดหุ้นก็เริ่มสะสมตัวและค่อนข้างคงที่อยู่อย่างนั้นเกือบ 18 เดือน
จากนั้นในช่วงหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้วเสร็จ ตลาดก็ฟื้นตัวขึ้นได้ และดัชนี S&P 500 ก็ปรับตัวสูงขึ้นราว 35% ไปจนถึงช่วงเดือนมกราคม 2018
ในทำนองเดียวกัน ช่วงเดือนเมษายน 2011 จนถึงเดือนกรกฎาคม 2013 ในช่วงที่ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ดอกเบี้ยพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปีก็ต่ำกว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลของกองทุนที่ลงทุนในดัชนี S&P 500 จากนั้นดัชนี S&P 500 ก็ปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 55% ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2012 จนถึงเดือนมีนาคม 2015
ราคากองทุน SPY ในช่วงปี 1994-2019
เป็นที่น่าแปลกใจว่าในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา เราได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว รวมถึงช่วงที่ตลาดหุ้นซบเซาเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง นับจากปลายเดือนมกราคม 2018 มาจนถึงปัจจุบัน การที่ดัชนี S&P 500 ปรับตัวขึ้นได้เพียง 0.85% ก็สอดคล้องกับช่วงที่ตลาดซบเซาในปี 2012 และ 2015
หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอยแล้วล่ะก็ ตลาดหุ้นอาจจะกำลังเตรียมตัวปรับขึ้นอีกก็เป็นได้
ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่?
แน่นอนว่ามีความเป็นไปได้ที่ตลาดหุ้นจะกลับมาฟื้นตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้งในเร็ววันนี้ หากต้องเลือกระหว่างการถือหุ้นกับการถือพันธบัตรในสถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยลดลงเช่นนี้ นักลงทุนก็น่าจะเลือกถือหุ้นมากกว่า
เนื่องจากหุ้นให้ผลประโยชน์ที่ดีกว่าจากการเติบโตของผลประกอบการของบริษัทและยังสามารถทำกำไรในช่วงที่เศรษฐกิจทั่วโลกกำลังเริ่มพัฒนาขึ้นจากภาวะการชะลอตัวได้
สาเหตุที่ประวัติศาสตร์น่าจะซ้ำรอยได้อีกครั้งนั้นค่อนข้างชัดเจน กล่าวคือ ในช่วงปี 2012 และ 2015 เป็นช่วงที่นักลงทุนต้องเผชิญกับความกังวลในเรื่องภาวะการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก ช่วงปี 2011 จนถึงปี 2013 ก็เกิดปัญหาเรื่องระบบธนาคารในฝั่งยุโรป และในปี 2015 กับ 2016 ก็เกิดแรงกดดันในเรื่องภาวะเงินฝืดขึ้นทั่วโลก
สถานการณ์ในปัจจุบันก็ไม่ได้แตกต่างไปจากอดีตเท่าใดนัก เนื่องจากในขณะนี้นักลงทุนก็กำลังมีความกังวลใจเกี่ยวกับการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัวและกระทบกับเศรษฐกิจทั่วโลกเช่นเดียวกัน
หากปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้รับการแก้ไขเสร็จสิ้นเรียบร้อยเหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปีก็จะปรับตัวสูงขึ้นได้อีกครั้ง จากนั้นเมื่อทั่วโลกเริ่มมีสัญญาณของการพัฒนาที่ดีขึ้นแล้ว ตลาดหุ้นก็จะเริ่มปรับตัวสูงขึ้นได้
แม้สำนวนที่ว่า “ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย” มักจะใช้กับเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าใดนัก แต่ในกรณีนี้น่าจะเป็นสิ่งที่นักลงทุนในตลาดหุ้นคาดหวังไว้ นั่นก็คืออนาคตที่สดใสของหุ้นที่ถืออยู่นั่นเอง
