CEO ของ Nvidia เผย การลงทุนใน OpenAI ยังคงเดินหน้าต่อไป
การพยากรณ์ทิศทางของตลาดด้วยการพิจารณาจากผลการดำเนินงานในอดีตนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ และแน่นอนว่านักลงทุนต่างก็ย่อมต้องการสรรหาข้อมูลเชิงลึกมาเพื่อประกอบการพิจารณาเพื่อสร้างผลกำไรให้ได้มากที่สุด
ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสุภาษิตเรื่อง ขายในเดือนพฤษภาคมแล้วไปทำอย่างอื่น แล้วว่ามีข้อมูลสนับสนุนจริง ในระหว่างเดือนพฤษภาคมจนถึงพฤศจิกายนซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดทำผลงานได้ไม่ดีนักนั้น เราค้นพบว่ามีกลยุทธ์ที่ดีอย่างหนึ่งเมื่อพิจารณาต้นทุนและภาษีด้วยแล้วคือการเข้าซื้อและถือไว้นั่นเอง
ในครั้งนี้เราจะมาดูในภาพกว้างของผลงานรายเดือนของตลาดหุ้นในรอบสิบปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายคือการทดสอบสมมุติฐานที่ได้รับการยอมรับกันโดยทั่วไปเกี่ยวกับผลตอบแทนของแต่ละเดือน รวมถึงจะมาดูกันว่าเดือนแห่งการทำกำไรได้ดีและแย่ที่สุดจะเป็นเดือนใด นอกจากนั้นเรายังจะดูว่ามีเดือนใดบ้างที่ตลาดมีความผันผวนค่อนข้างสูง
ผลงานรายเดือนในช่วงสิบปีที่ผ่านมา
เดือนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดและแย่ที่สุด
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผลงานรายเดือนโดยเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 ได้ปรับเพิ่มขึ้นมา +0.94% หากผลการดำเนินงานยังคงอยู่ในอัตราเดิมนี้ต่อไป จะต้องใช้เวลาถึง 74 เดือนหรือ 6 ปีเศษจึงจะทำให้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจากตลาดมีความผันผวนและคาดเดาได้ยาก ดังนั้นจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถให้ผลตอบแทนคงที่ที่ระดับ 0.94% ต่อเดือนไปได้ตลอด
แล้วเดือนไหนเป็นเดือนทีน่าจะทำกำไรได้ดีที่สุด? น่าแปลกใจมากที่ในช่วงตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่ตลาดทำผลงานได้ดีที่สุดโดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ย +2.34% หรือ 2.5 เท่าของผลตอบแทนเฉลี่ยรายเดือน และเดือนที่สามารถทำผลงานได้ดีรองลงมาโดยสามารถให้ผลตอบแทนมากกว่า 2% คือเดือนกรกฎาคมซึ่งมีผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 2.18%
ในทางกลับกัน ในช่วงเวลาดังกล่าวมีอยู่ 3 เดือนที่มักจะให้ผลตอบแทนติดลบ ประกอบด้วยเดือนพฤษภาคมซึ่งดูจะเป็นเดือนที่ทำผลงานได้ย่ำแย่ที่สุดด้วยผลตอบแทนเฉลี่ย -1.23% ตามมาด้วยเดือนสิงหาคมที่ -0.77% และมิถุนายนที่ระดับ -0.36%
หากสิ่งที่คุณต้องการคือการลดความเสี่ยงขาลงแล้วล่ะก็ เดือนเมษายนน่าจะเป็นเดือนที่ดีที่สุด เนื่องจากในรอบ 10 ปี มีถึง 9 ครั้งที่ตลาดในเดือนเมษายนยังสามารถทรงตัวอยู่ในแดนบวกได้
เดือนเมษายนปี 2012 คือช่วงเดียวที่ไม่เป็นเช่นนั้น กล่าวคือตลาดให้ผลตอบแทน -0.75% ส่วนเดือนกุมภาพันธ์ กรกฎาคม และพฤศจิกายน ตลาดสามารถปิดในแดนบวกได้ 8 ครั้งในช่วง 10 ปี
นอกจากนั้นเดือนสิงหาคมเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกและลบอย่างละห้าครั้งและนับว่าเป็นเดือนที่ให้ผลตอบแทนต่ำสุด ส่วนเดือนมกราคม พฤษภาคม มิถุนายน กันยายน และตุลาคมมีสถิติการทำผลงานประจำเดือนเป็นบวกได้ 6 ครั้งและลบจำนวน 4 ครั้ง
เดือนที่มีความผันผวนมากที่สุด
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา เดือนที่คาดเดาได้ยากที่สุดคือเดือนตุลาคม แม้ว่าผลตอบแทนเฉลี่ยของทุกเดือนจะอยู่ที่ 1.19% แต่ผลตอบแทนในเดือนตุลาคมจะมีค่าสูงกว่า 2% ในช่วงขาขึ้น แต่ก็จะทำผลงานได้ราว -2% ในช่วงที่เป็นขาลงด้วยเช่นเดียวกัน
ในความเป็นจริงแล้ว ความผันผวน มักจะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในเดือนตุลาคม โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนอยู่ที่ 5.02% ซึ่งก็หมายถึงระยะที่ผลตอบแทนของเดือนตุลาคมจะแตกต่างไปจากผลตอบแทนเฉลี่ยได้นั่นเอง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับความจริงที่ว่าจากเดือนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบสิบปีที่ผ่านมา สองในสามครั้งคือเดือนตุลาคม (ปี 2011, +10.77% และปี 2015, +8.30%) ในทางกลับกัน เดือนตุลาคม ปี 2018 เป็นเดือนที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดเป็นอันดับสี่ในรอบ 10 ปีอยู่ที่ -6.94%
ส่วนเดือนที่มีความผันผวนรองลงมาเป็นอันดับสองคือเดือนมกราคมซึ่งมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 4.41% ตามมาด้วยเดือนกันยายนที่ระดับ 4.02%
หากคุณอยากทราบว่าเดือนไหนที่ดูสงบเงียบที่สุดแล้วล่ะก็ เดือนเมษายนคือเดือนที่ค่อนข้างคาดเดาได้ง่ายและค่อนข้างมีความเสถียรสูงสุด โดยมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลตอบแทนประจำเดือนเพียง 1.29% ผลงานที่เดือนเมษายนเคยทำได้ดีที่สุดอยู่ในช่วงปี 2019 อยู่ที่ 3.93% และที่เคยทำได้แย่สุดคือ -0.75% ในปี 2012
ในความเป็นจริงแล้ว เดือนเมษายนไม่ได้มีอะไรโดดเด่นมากนัก จากผลงานของเดือนเมษายนที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้นถือว่าทำได้ดีที่สุดเป็นอันดับที่ 19 และแย่ที่สุดเป็นอันดับที่ 31 ตามลำดับ ส่วนเดือนที่ค่อนข้างราบเรียบรองลงมาจากเดือนเมษายนคือเดือนพฤศจิกายนซึ่งมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานอยู่ที่ 1.88% และมิถุนายนที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 2.4%
ข้อมูลสำคัญเพิ่มเติม
ตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา มีอยู่ 12 เดือนจาก 120 เดือน (หรือคิดเป็น 10%) ที่สามารถให้ผลตอบแทนเกิน 5% และมี 10 เดือน (หรือ 8%) ที่ให้ผลตอบแทนแย่กว่า -5% จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงเดือนที่มีผลงานไม่ปกติเหล่านี้กลับหักล้างกันได้แทบจะทั้งหมด กล่า่วคือในผลตอบแทนเฉลี่ยในช่วงเดือนที่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกมากกว่า 5% มีค่าอยู่ที่ +6.96% ในขณะที่ผลตอบแทนในช่วงเดือนที่ให้ผลตอบแทนเป็นลบมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ -6.68%
หากพิจารณาในมุมของผลงาน สามในห้าของเดือนที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดเกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา เดือนธันวาคมปี 2018 คือเดือนที่แย่ที่สุดด้วยผลตอบแทน -9.18% ส่วนเดือนตุลาคม 2018 มาเป็นอันดับที่สี่ด้วยผลตอบแทน -6.94% เดือนพฤษภาคม 2019 รั้งท้ายที่อันดับห้าด้วยผลตอบแทน -6.58%
ในทางกลับกัน มีเพียงสองเดือนในช่วงปีที่ผ่านมาที่ติด 20 อันดับแรก เดือนมกราคม 2019 อยู่ในอันดับที่สี่ด้วยผลตอบแทน 7.87% และเดือนเมษายน 2019 อยู่ในอันดับที่ 19 ด้วยผลตอบแทน 3.93%
แต่เนื่องจากปีนี้ยังไม่สิ้นสุด ปัจจุบันเราห่างจากสถิติสูงสุดตลอดกาลของดัชนี S&P 500 อยู่เพียง 3.5% ซึ่งหมายความว่าน่าจะมีเดือนที่สามารถทำสถิติครั้งใหม่ได้ในเร็วๆ นี้อีกครั้ง
ข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรให้ความสนใจก็คือ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีอยู่สามครั้งด้วยกันที่เดือนที่ทำผลงานได้ดีที่สุดเกิดขึ้นติดกันกับเดือนก่อนหน้าซึ่งทำผลงานได้แย่ที่สุด
เมื่อพิจารณาผลงานของเดือนมิถุนายนตลอดสิบปี ปี 2010 คือปีที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดที่ -5.39% แต่ดัชนี S&P ก็ฟื้นตัวกลับได้ทันทีในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันและทำให้เดือนกรกฎาคมในปีนั้นทำผลงานได้ดีที่สุดในรอบสิบปีที่ระดับ 6.88%
กรณีเช่นเดียวกันนี้เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2011 เดือนกันยายนตลาดให้ผลตอบแทน -7.18% แต่หลังจากนั้นเดือนเดียวก็กลายเป็นเดือนตุลาคมที่ทำผลงานได้ดีที่สุดที่ระดับ +10.77% นอกจากนั้นยังเคยเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปี 2018-2019 หลังจากเดือนธันวาคมที่เคยทำผลงานได้แย่ที่สุดที่ระดับ -9.18% ถัดมาอีกเดือนเดียวกลับกลายเป็นเดือนมกราคมที่ทำผลงานดีที่สุดที่ระดับ 7.87% ได้
