สินค้าโภคภัณฑ์สัปดาห์นี้: ความไม่แน่นอนในการเรียกภาษีกับเม็กซิโกช่วยหนุนตลาดน้ำมัน

เผยแพร่ 10/06/2019 14:27

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เป็นผู้ที่ส่งผลกระทบด้านลบกับตลาดน้ำมันอย่างหนักการตัดสินใจกลับไปกลับมาภายในเวลา 11 ชั่วโมงที่จะใช้หรือไม่ใช้มาตรการภาษีกับประเทศเม็กซิโกนั้นทำให้ราคาน้ำมันดิบน่าจะฟื้นตัวขึ้นได้ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว

ส่วนทางด้านของทองคำนั้น ราคายังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยมีเป้าหมายต่อไปอยู่ที่ $1,400 ต่อออนซ์ โดยขึ้นอยู่กับว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะเตรียมการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 18-19 มิถุนายนนี้อย่างไร การใช้มาตรการผ่อนปรนจะทำให้ค่าเงิน ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนตัวลงและทำให้เงินสกุลหลักอื่นๆ รวมทั้งทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ อย่างเช่นน้ำมันปรับตัวดีขึ้น

น้ำมันเริ่มฟื้นตัวได้ในช่วงนี้

การที่ทรัมป์ยังไม่เรียกเก็บภาษีจากเม็กซิโกตามที่ประกาศไว้ว่าจะเริ่มดำเนินการในวันจันทร์ในอัตรา 5%-25% นั้น ทำให้ตลาดน้ำมันคลายความกังวลไปได้ส่วนหนึ่ง และทำให้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวกลับขึ้นมาได้อีกครั้ง

WTI 300-Min Chart - Powered by TradingView

ราคา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ และ น้ำมันดิบเบรนท์ของสหราชอาณาจักร ในช่วงแรกปรับตัวลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับราคาที่เคยขึ้นไปสูงสุดในเดือนเมษายนของปี 2019 เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับภาษีที่จะนำไปใช้กับประเทศเม็กซิโกว่าอาจทำให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงกับธุรกิจของสหรัฐฯ ได้ ปัจจุบันเม็กซิโกส่งออกชิ้นส่วนรถยนต์ โทรทัศน์ เสื้อผ้า แอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและเชื้อเพลิงให้กับสหรัฐฯ เป็นมูลค่าราว 1,700 ล้านเหรียญต่อวัน

เนื่องจากความไม่พอใจที่เม็กซิโกไม่สามารถควบคุมการลักลอบเข้าประเทศและยาผิดกฎหมายเข้าไปยังสหรัฐได้ ทรัมป์จึงยังคงยืนยันที่จะใช้ภาษีกับเม็กซิโกเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขต่อรองให้เม็กซิโกแก้ไขปัญหาดังกล่าวจนถึงคืนวันพฤหัสบดี

แต่ด้วยสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนซึ่งยังคงส่งผลเสียกับเศรษฐกิจทั่วโลก รวมทั้งสมาชิกในพรรครีพับลิกันได้ออกมาเตือนว่าการใช้อัตราภาษีใหม่อาจก่อให้เกิดวิกฤติได้ จนในวันศุกร์ ทรัมป์จึงได้ออกมาตกลงยอมรับสัญญาของเม็กซิโก หนังสือพิมพ์ The New York Times รายงานว่า ข้อตกลงเกี่ยวกับคนเข้าเมืองฉบับใหม่กับเม็กซิโก ที่ทรัมป์เรียกร้องในวันอาทิตย์นั้นมีการให้คำมั่นสัญญาไปเมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว

นับเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วที่การกระทำและนโยบายที่เกี่ยวกับน้ำมันของทรัมป์มักจะทำให้ตลาดปรับตัวลดลง ซึ่งก็ไม่น่าเป็นที่แปลกใจเนื่องจากทราบกันดีอยู่แล้วว่าการที่น้ำมันเบนซินราคาสูงขึ้นจะไม่ส่งผลดีต่อการเลือกตั้งครั้งใหม่ของเขาในปี 2020 นอกจากนี้ประธานาธิบดีทรัมป์ยังไม่ชอบที่โอเปคทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากขัดแย้งกับความเห็นของเขาที่ต้องการให้ราคาน้ำมันในตลาดลดต่ำลง

ทรัมป์จะมีโอกาสผลักดันให้ราคาน้ำมันต่ำลงไปกว่าเดิมได้อีกหรือไม่?

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการพักรบกับเม็กซิโกในครั้งนี้จะทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ เนื่องจากราคาน้ำมันได้ปรับตัวขึ้นมาแล้ว 7% นับตั้งแต่ที่มีการเทขายอย่างหนักในวันพุธที่ผ่านมา และอาจขยับตัวสูงขึ้นได้อีกหากโอเปคตัดสินใจ ปรับลดปริมาณการผลิตลงอีก ทรัมป์ยังคงไม่น่าที่จะผลักดันให้ตลาดน้ำมันปรับตัวลงไปต่ำกว่านี้ เนื่องจากยังมีสงครามการค้ากับจีนซึ่งมีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลกที่ยังต้องสะสาง นักเศรษฐศาสตร์หลายรายวิเคราะห์ว่า หากมีการปรับขึ้นภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ตลาดจะปรับตัวลดลง และ GDP ทั่วโลกจะไปอยู่ที่ระดับ 600,000 ล้านเหรียญในปี 2021 ซึ่งจะเป็นปีที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด

นอกเหนือไปจากการใช้ทวิตโจมตีโอเปคแล้ว แผนการของประธานาธิบดีทรัมป์อีกอย่างหนึ่งคือการทำข้อตกลงกับอิหร่าน การใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่านของทรัมป์ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันทั่วโลก นอกจากมาตรการคว่ำบาตรกับน้ำมันจากเวเนซุเอลาแล้ว พฤติกรรมก้าวร้าวที่ทรัมป์แสดงออกกับอิหร่านก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นและคาดว่าในปีนี้ตลาดน้ำมันดิบจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้

อิหร่านและองค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ คือตัวแปรในตลาดน้ำมัน

แม้ว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะยังมีท่าทีเป็นศัตรูกับอิหร่าน แต่เขาก็พร้อมที่จะทำข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่านและคาดว่าอิหร่านจะยอมรับข้อเสนอดังกล่าว เนื่องจากอิหร่านกำลังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ หากมีการบรรลุข้อตกลงดังกล่าวได้ ปริมาณการส่งออกน้ำมันจากอิหร่านจากปัจจุบันซึ่งมีน้อยกว่า 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ในระดับปกติก่อนการคว่ำบาตรที่ 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งอาจทำให้โอเปคเกิดความไม่พอใจเพราะต้องการจำกัดการผลิตเพื่อผลักดันให้ราคาสูงขึ้น

ตัวแปรสำคัญอีกด้าน 1 ก็คือข้อมูลรายสัปดาห์จากองค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ซึ่งเปิดเผยว่ามีปริมาณสำรองของน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลสูงขึ้นมากเป็นประวัติการณ์เป็นเวลา 4 สัปดาห์แล้ว โดยน้ำมันดิบมีปริมาณการเก็บสำรองเพิ่มขึ้นถึงเกือบ 44 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมเป็นต้นมา โดยมีกำลังการผลิตจากโรงกลั่นในช่วงเวลานี้ของปีอยู่ที่ 95% นักวิเคราะห์ที่เคยคาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นได้ยังคงไม่เชื่อในตัวเลขที่ EIA ประกาศออกมา และยังวิจารณ์ว่าเป็น “การปรับและประมาณการที่ผิดพลาด” อีกด้วย จึงยังคงต้องรอดูว่าข้อมูลจาก EIA ในสัปดาห์นี้จะเป็นอย่างไรต่อไป

ในฝั่งของทองคำ ทองแท่งและสัญญาซื้อขายทองล่วงหน้ายังคงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 8 โดยขึ้นมายืนสูงที่สุดในรอบ 14 เดือนในวันศุกร์ที่ผ่านมา การปรับตัวเพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จำเป็นจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังจากที่มีประกาศตัวเลข ข้อมูลด้านตำแหน่งงาน ของสหรัฐฯ ประจำเดือนพฤษภาคมออกมาซึ่งยังไม่สู้ดีนัก

ราคาทองจะขึ้นไปถึง $1,400 ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ

นายเจมส์ พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐยืนยันกับตลาดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าธนาคารกลางจะทำทุกวิถีทางที่จะปกป้องเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ไม่ให้เกิดการชะลอตัวอันเนื่องมาจากสงครามทางการค้าและเศรษฐกิจที่ยังไม่ขยายตัวมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี

Gold Daily Chart - Powered by TradingView

ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปเกือบ $70 หรือเกือบ 6% นับตั้งแต่ช่วงที่ดิ่งลงหนักในวันที่ 28 พฤษภาคมเป็นต้นมา ราคาซื้อขายทองคำ ยังคงอ้างอิงกับราคาสูงสุดของทองคำแท่งในช่วงเดือนเมษายน 2018 ไปอยู่ที่ $1,348.34 ในสัปดาห์ที่แล้ว สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า สำหรับส่งมอบในเดือนสิงหาคมปรับตัวขึ้นไปแตะจุดสูงสุดของเดือนกุมภาพันธ์ที่ $1,352.55

ผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำวิเคราะห์ว่าสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าสำหรับเดือนสิงหาคมน่าจะขึ้นไปถึง $1,400 ได้ในช่วงนี้จนถึงวันที่ 19 มิถุนายน ก่อนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะประกาศ นโยบายทางการเงินฉบับต่อไป ภายหลังการประชุมประจำเดือน ในขณะที่ธนาคารกลางยังไม่ตัดสินใจที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ นักลงทุนจะต้องจับตาดูท่าทีในการแถลงข่าวให้ดีว่ามีแนวโน้มที่จะใช้ความประนีประนอมหรือมาตรการผ่อนปรนในอนาคตหรือไม่

สัญญาซื้อขายล่วงหน้าดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ ในปีนี้ยังมีแนวโน้มที่จะปรับลดอยู่ครึ่งจุด และอีก 40 จุดเบสิส (หรือเท่ากับ 0.40%) ในปี 2020

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย