3 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกดดันมูลค่าหุ้นในตลาด
Investing.com - ดัชนี SET กระโดดขึ้น **12 จุด** ในช่วงเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2569 มาอยู่ที่ 1,624.93 จุด เพิ่มขึ้น 0.80% หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ออกมาต่ำกว่าที่ตลาดคาด ลดแรงกดดันต่อการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
แรงซื้อในช่วงเช้ากระจุกตัวที่ DELTA ซึ่งนำกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ขยับขึ้น พร้อมกับกลุ่มโรงไฟฟ้าที่เคลื่อนไหวตามทิศทางบวก ทั้งสองกลุ่มเป็นผู้รับประโยชน์โดยตรงจาก Sentiment เชิงบวกในตลาดทุนเอเชียที่ตอบรับข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอกว่าคาด นักลงทุนที่ต้องการวิเคราะห์ DELTA และหุ้นในกลุ่มเดียวกันอย่างละเอียดสามารถใช้ฟีเจอร์ Fair Value Screener บน InvestingPro เพื่อประเมิน Valuation เทียบเคียงกับค่าเฉลี่ยกลุ่มอุตสาหกรรมได้ทันที
การฟื้นตัวในเช้าวันนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ SET ปิดวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ 1,612.00 จุด ลดลง 2.64 จุด หรือ 0.16% ด้วยมูลค่าซื้อขายเพียง 63,391 ล้านบาท ดัชนีแกว่งในกรอบแคบระหว่าง 1,607.45 ถึง 1,617.77 จุดตลอดทั้งวัน สะท้อนบรรยากาศ Wait & See ที่นักลงทุนรอผลตัวเลขสำคัญจากสหรัฐฯ ในช่วงสุดสัปดาห์
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บลป.เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล ให้ความเห็นว่า ตลาดหุ้นไทยวันศุกร์ที่ผ่านมาดัชนีแกว่งกรอบแคบ มูลค่าการซื้อขายเบาบางอย่างชัดเจน ขาดปัจจัยใหม่หนุนดัชนี ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางยังไม่แน่นอน ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมายืนเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ภาพรวมต้นสัปดาห์มีปัจจัยหนุนจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าแตะระดับแข็งสุดในรอบ 6 สัปดาห์ที่ 33.03 บาทต่อดอลลาร์ฯ ระหว่างสัปดาห์ที่ 3-7 สิงหาคม โดย KBank คาดกรอบการเคลื่อนไหวสัปดาห์นี้ที่ 32.80-33.60 บาทต่อดอลลาร์ฯ ค่าเงินบาทที่แข็งค่าช่วยลดต้นทุนนำเข้าพลังงานและสินค้าทุน แต่อาจสร้างแรงกดดันต่อผู้ส่งออกบางกลุ่ม อย่างไรก็ตาม กระแสเงินทุนต่างชาติยังคงผันผวน โดยช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต่างชาติขายสุทธิ SET+MAI รวมกว่า 9,000 ล้านบาท แม้จะมีวันที่กลับมาซื้อสุทธิ 2,090 ล้านบาทในวันพุธที่ 6 สิงหาคม
ในมิติที่กว้างขึ้น ดัชนี SET ปิดสิ้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ **1,623.64 จุด** เพิ่มขึ้น 28.9% จากสิ้นปี 2568 พร้อมมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยรายวันในเดือนกรกฎาคมที่ 87,397 ล้านบาท สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2565 ขณะที่ Forward P/E ของตลาดอยู่ที่ 15.7 เท่า และ Dividend Yield อยู่ที่ 4.1% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเอเชียที่ 2.8% นักลงทุนที่ต้องการค้นหาหุ้นที่มีอัตราปันผลสูงในตลาดหุ้นไทยสามารถใช้ Dividend Screener บน InvestingPro กรองหุ้นตามเกณฑ์ Dividend Yield สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมได้โดยตรง
นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มองว่าตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัดจากการปรับฐานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เนื่องจากมีองค์ประกอบของ Sector ที่หลากหลาย อีกทั้งมีปัจจัยพื้นฐานสนับสนุนในหลายมิติ บทวิเคราะห์ตลาดยังชี้ถึงกระแส Sector Rotation ที่เงินไหลจากหุ้น Growth Valuation สูงไปสู่หุ้น Value กลุ่มธนาคารและพลังงานที่มีปันผลสูงและกำไรมั่นคง ในลักษณะคล้ายโมเดลตลาดสิงคโปร์
ในส่วนของแนวรับและแนวต้าน KSecurities ประเมินกรอบสัปดาห์ 10-14 สิงหาคม 2569 ไว้ที่แนวรับ 1,585 และ 1,560 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,630 และ 1,655 จุด ขณะที่บล.ทิสโก้ปรับเพิ่มเป้าดัชนีหุ้นไทยปี 2569 เป็น 1,670 จุด โดยมอง SET เป็น "หลุมหลบภัย" ในช่วงที่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงสูง FETCO ยังระบุเพิ่มเติมว่าตลาดอาจแตะ 1,700 จุดในปีนี้ หนุนจาก Fund Flow ต่างชาติที่ไหลเข้าต่อเนื่องและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ
ตัวเลขที่ตลาดจับตามากที่สุดในสัปดาห์นี้คือดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งมีกำหนดประกาศวันพุธที่ 12 สิงหาคม เวลา 19:30 น. ตามเวลาไทย โดยตลาดคาดว่าจะขยายตัว 0.1% เมื่อเทียบรายเดือน และ 3.4% เมื่อเทียบรายปี ตามมาด้วย PPI วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม และยอดค้าปลีกวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม ก่อนหน้านั้น ผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม เวลา 11:30 น. จะเป็นตัวกำหนด Sentiment ตลาดเอเชียในช่วงกลางสัปดาห์ ตัวเลข CPI ที่ต่ำกว่าคาดจะเสริมแรงส่งให้ SET ทดสอบแนวต้าน 1,630 จุด ในขณะที่ตัวเลขสูงกว่าคาดอาจนำดัชนีกลับมาทดสอบแนวรับได้อีกครั้ง









