ตอนนี้ดูเหมือนว่าพาดหัวข่าวอย่างเช่น “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงหนักที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008” ได้กลายเป็นข่าวเก่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากที่เมื่อวันศุกร์ Good Friday ที่ผ่านมาดัชนี S&P 500 สามารถวิ่งกลับขึ้นมา 26 % จากจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 23 มีนาคมได้สำเร็จ
สาเหตุของแรงขาขึ้น 26% ในครั้งนี้เกิดมาจากภาพรวมสถานการณ์ไวรัสโคโรนาในหลายๆ ประเทศดีขึ้น รัฐบาลเริ่มตั้งสติได้ มีการจัดการเป็นขั้นเป็นตอน ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้นักลงทุนยังหวังให้เหล่าประเทศผู้ผลิตน้ำมันจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้โดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามสัญญาณบวกเหล่านี้กำลังจะต้องผ่านมรสุมความไม่แน่นอนอีกครั้ง เพราะในสัปดาห์นี้เป็นต้นไปเราจะเริ่มเข้าสู่ฤดูการรายงานผลประกอบของบริษัทใหญ่ๆ ซึ่งนักลงทุนน่าจะคาดการณ์ได้ว่ารายงานตัวเลขในครั้งนี้จะเป็นตัวเลขที่ได้รับผลกระทบมาจากโควิด-19
สิ่งที่นักลงทุนจะมองหาในรายงานผลประกอบการจากบริษัทใหญ่ๆ ในครั้งนี้คือผลกระทบที่เกิดจะรุนแรงแค่ไหน ตัวเลขที่ออกมาจะสามารถเอาชนะตัวเลขคาดการณ์ไปได้หรือไม่ และในอนาคตบริษัทเหล่านี้จะมีทิศทางในการบริหารองค์กรอย่างไรต่อไป เหตุการณ์โควิด-19 จะนำไปสู่การถดถอยทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ หุ้น 3 ตัวต่อไปนี้คือบริษัทที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงซึ่งเรากำลังจับตามองอยู่และทั้ง 3 ตัวมาจากอุตสาหกรรมที่ต่างกันแต่จะรายงานผลประกอบการในสัปดาห์นี้เหมือนกัน
1. Johnson & Johnson
จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (NYSE: JNJ) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เจแอนด์เจ” เป็นบริษัทข้ามชาติในอุตสาหกรรมยา เครื่องมือแพทย์ และสินค้าอุปโภคบริโภคจะรายงานผลประกอบการในไตรมาสแรกของปี 2020 ก่อนตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เปิดในวันอังคารที่ 14 เมษายน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาหุ้นเจแอนด์เจต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการโต้เถียงระหว่างบริษัทกับหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับส่วนประกอบที่ใช้ในแป้งสำหรับเด็ก เป็นไปได้ว่าข่าวดังกล่าวอาจส่งผลกระทบมาถึงอัตราการเติบโตทางตัวเลขของรายงานผลประกอบการบริษัทในครั้งนี้
แต่เมื่อวิกฤตไวรัสโควิด-19 เข้ามาทำให้การโต้เถียงนี้ต้องพักยกไปก่อน ตอนนี้ภาพรวมของหุ้นกลุ่มดูแลสุขภาพกำลังได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและเจแอนด์เจก็ได้รับข่าวดีนี้ด้วยเช่นกันทำให้นักลงทุนพิจารณาว่าหุ้นเจแอนด์เจถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ดีตัวหนึ่งในบริษัทประเภทนี้
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาหุ้นบริษัทเจแอนด์เจมีราคาปิดอยู่ดี $141.23 ปรับตัวลดลงมา 3% ตลอดทั้งปี 2020 เมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ที่ปรับตัวลดลงมา 14% นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าเจแอนด์เจจะมีการปันผลกำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ $2.05 และมียอดขายเฉลี่ยทั้งหมด $1,986 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในมุมมองของทาง Investing.com เราเชื่อว่าบริษัทที่อยู่มานานอย่างเจแอนด์เจจะสามารถเอาชนะปัญหาทางด้านกฎหมายไปได้และจะเป็นอีกครั้งที่บริษัทได้พิสูจน์ให้นักลงทุนได้เห็นถึงคุณภาพและโอกาสเติบโตในการปันผลระยะยาว เจแอนด์เจมีประสบการณ์ ความรู้และความชำนาญมาอย่างยาวนานเพราะไม่เช่นนั้นคงไม่อาจปันผลได้ต่อเนื่องยาวนานมา 55 ปีติดต่อกัน ปัจจุบันเจแอนด์เจมีอัตราการปันผลต่อหุ้นอยู่ที่ $0.95 มีอัตราการเติบโต 7% ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คิดเป็นเปอร์เซนต์การปันผลในแต่ละปีอยู่ที่ 2.69%
2. Citigroup
หนึ่งในธนาคารที่มีชื่อเสียงระดับโลกอย่างซิตี้กรุ๊ป (NYSE:C) จะรายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 1 ก่อนตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เปิดในวันที่ 15 เมษายน การรายงานผลประกอบการของซิตี้กรุ๊ปถือว่ามีความสำคัญต่อตลาดมากเพราะนักลงทุนจะสามารถทราบปัญหาทางการเงินของผู้บริโภคและประเมินภาพรวมของเศรษฐกิจในสหรัฐฯ ที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโคโรนาได้
หุ้นซิตี้กรุ๊ปได้รับประโยชน์จากรัฐนิวยอร์กที่ให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาและยังได้ปรับพอร์ตของบริษัทอีกด้วย
ในปีนี้หุ้นซิติี้กรุ๊ปร่วงลงมา 40% จากผลกระทบของวิกฤตโควิด-19 ที่อาจจะนำพาเศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่การถดถอยทางเศรษฐกิจระยะยาวได้ อย่างไรก็ตามในสัปดาห์ที่แล้วหุ้นซิตี้กรุ๊ปก็ยังสามารถกลับมาได้ด้วยการปรับตัวขึ้นมากกว่า 7% ในวันพฤหัสบดี มีราคาปิดอยู่ที่ $47.41 นักวิเคราะห์คาดว่าซิตี้กรุ๊ปอาจจะสามารถมีตัวเลขปันผลต่อหุ้นอยู่ที่ $1.90 และมีตัวเลขกำไรทั้งหมดอยู่ที่ $1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ
ในรายงานผลประกอบการของซิตี้กรุ๊ปครั้งนี้นักลงทุนจะให้ความสนใจกับอัตราความสามารถในการทำกำไรของบริษัทและเปอร์เซนต์เปรียบเทียบของผลกำไรที่ทำได้ในไตรมาสนี้เพราะในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาทั้งสองตัวเลขซิตี้กรุ๊ปทำออกมาได้ดีเสมอ
3. Schlumberger
จากสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบที่ร่วงลงในไตรมาสที่ 1 มากถึง 30% เพราะสงครามราคาน้ำมันของประเทศมหาอำนาจทางน้ำมันอย่างซาอุดิอาระเบียสร้างผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตน้ำมันไปทั่วโลกและบริษัทอย่างสลัมเบอร์เจอร์ (NYSE:SLB) ผู้ทำธุรกิจบริการขุดเจาะน้ำมันก็ไม่มีข้อยกเว้น สลัมเบอร์เจอร์จะรายงานผลประกอบการในวันศุกร์ที่ 17 เมษายนก่อนตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ เปิด
สลัมเบอร์เจอร์มีธุรกิจอยู่ใน 120 ประเทศทั่วโลกทำตั้งแต่เป็นผู้ขุดเจาะน้ำมันจนถึงเป็นผู้ให้บริการอยู่ในอุตสาหกรรมนี้มานานกว่าทศวรรษ เพราะสงครามราคาน้ำมันดิบที่เกิดขึ้นทำให้บริษัทต้องเป็นต้องลดงบให้การค้นหาแหล่งน้ำมันเพื่อเสริมสภาพคล่องรับมือกับเศรษฐกิจอาจเข้าสู่ภาวะถดถอยในระยะยาว
ในปีนี้หุ้นสลัมเบอร์เจอร์ร่วงลงมาประมาณ 60% แล้วจากสงครามราคาน้ำมัน ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีกราฟมีราคาปิดอยู่ที่ $16.47 หลังจากที่ปรับตัวลดลงมา 5% ภายในวันนั้น นักวิเคราะห์คาดว่าสลัมเบอร์เจอร์จะสามารถมีตัวเลขปันผลกำไรต่อหุ้นได้ $0.26 และมีตัวเลขผลกำไรรวมอยู่ที่ $760 ล้านเหรียญสหรัฐ
รายงานผลประกอบการของบริษัทจะทำให้นักลงทุนเห็นผลกระทบที่บริษัทต้องแบกรับจากสงครามราคาน้ำมันและสิ่งที่บริษัทคาดว่าจะดำเนินการต่อไปในอนาคต ตอนนี้อัตราส่วนปันผลของเงินตอบแทนของสลัมเบอร์เจอร์ถูกประเมินเอาไว้ว่าสูงมากที่ 11.57% คิดเป็นการปันผลรายปี $2 ต่อหุ้น