เงินเอเชียอ่อนค่า ดอลลาร์แข็งค่าหลัง Fed เหยี่ยวจัด ดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าจากข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่ง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้เดาไว้แล้วว่าทรัมป์จะงัดลูกไม้อันแพรวพราวของเขาออกมาใช้เพื่อขัดขวางราคาน้ำมันอีก หากซาอุดิอาระเบียยังไม่ยอมเพิ่มกำลังการผลิตโดยด่วน เพื่อทดแทนปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไปจากที่ทรัมป์ลดปริมาณน้ำมันส่งออกจากอิหร่านให้เหลือศูนย์ ในที่สุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ได้ก่อพฤติกรรมดังที่เราคาดไว้จริง ๆ เพราะล่าสุดเขาได้ใช้คำพูดล่อลวงเพื่อหวังจะปั่นกระแสขาขึ้นในตลาดน้ำมัน
ทรัมป์ประกาศว่าเขาได้ "ติดต่อ" กลุ่มประเทศโอเปกเพื่อขอให้ลดราคาน้ำมันในประเทศลง และราคาน้ำมันในสหรัฐฯ ก็เริ่มลดลงแล้วในขณะนี้ คำกล่าวทั้งสองประการไม่เป็นความจริงด้วยเหตุผลที่เห็นกันอยู่ทนโท่ ราคาน้ำมันสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่แล้วก็ขึ้นอยู่กับอุปสงค์น้ำมัน ปริมาณน้ำมันคงคลัง และค่าการกลั่นเช่นเดียวกันกับน้ำมันจากโอเปกหรือแม้แต่ผู้ผลิตน้ำมันท้องถิ่นก็ด้วย
แม้ทรัมป์จะออกมาประกาศเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่กลุ่มผู้เดินทางบนท้องถนนสหรัฐฯ AAA กลับรายงานว่าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นสูงถึง 27% นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนี้ รวมถึงเลขาธิการโอเปก นายโมฮัมเม็ด บาร์คินโด เองก็ได้ออกมาปฏิเสธว่าเขายังไม่ได้สนทนาใด ๆ กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ เลยด้วยซ้ำ
ทว่าคำพูดของทรัมป์ก็ได้ทำให้ขาขึ้นของราคาน้ำมันหยุดชะงักทันที ส่งมอบแดนลบให้แก่ตลาดกระทิงอย่างเกินคาดถึง 3% ในวันนั้น และขาลงดังกล่าวยังสืบเนื่องมาถึงการซื้อขายในช่วงเช้าวันจันทร์อีกด้วย แม้ธนาคาร ANZ พยายามจะขยายการตีความคำพูดของทรัมป์ว่าเขาอาจหมายถึง "เขาได้พูดกับซาอุดิอาระเบียเกี่ยวกับการลดผลกระทบอันเกิดจากการลดน้ำมันส่งออกของอิหร่าน ด้วยการเพิ่มการผลิตน้ำมันที่อื่นใดก็ตามแต่"

ที่ผ่านมาประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่เคยส่งผลกระทบต่อผู้ลงทุนด้านพลังงานได้มากขนาดนี้ ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเมื่อวันศุกร์มีผู้ลงทุนกี่รายที่เชื่อคำพูดของทรัมป์ และมีผู้ลงทุนกี่รายที่ถือโอกาสนี้ในการขายเพื่อทำกำไรจากขาขึ้นครั้งใหญ่ถึงเจ็ดสัปดาห์ติดต่อกัน แม้ว่า สัญญาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัส เพิ่งย่อตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบหกเดือนที่ $65 ต่อบาร์เรล แต่ก็ยังถือว่ามีราคาเพิ่มขึ้นมาถึง 39% แล้วในปีนี้ ส่วนราคา สัญญาน้ำมันเบรนท์ ของอังกฤษที่ซื้อขายราคาน้ำมันทั่วโลกก็ได้ส่งมอบขาขึ้นรายปีถึง 33% แม้ว่าล่าสุดราคาสัญญาเพิ่งขยับลงจากจุดสูงสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ $75 ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม
เกิดความหวาดหวั่นว่าทรัมป์จะสร้างกระแสอีกครั้ง
ความกังวลว่าทรัมป์จะทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด อย่างเช่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่ทรัมป์ได้ยุติข้อยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด ก็เริ่มสมเหตุสมผลพอ ๆ กับความหวั่นกลัวว่าราคาน้ำมันจะขึ้นอีกก็ต่อเมื่อประเทศซาอุฯ ไม่ยินยอมที่จะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันเพื่อชดเชยน้ำมันส่วนที่ขาดหายไปจากอิหร่าน
ผู้ลงทุนน้ำมันแบบตลาดกระทิงสมควรที่จะเกรงกลัวทรัมป์ เนื่องจากทรัมป์เป็นสาเหตุที่ทำให้ราคาสัญญา WTI เพิ่มขึ้นถึง $65 ต่อบาร์เรล และเบรนท์ขึ้นไปถึง $75 ต่อบาร์เรล เพียงแค่เขาออกมาประกาศว่าจะกวาดล้างน้ำมันอิหร่านออกจากตลาดน้ำมันให้หมด และทุกคนยังจำได้ดีว่าทรัมป์เป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการดิ่งลงของราคาน้ำมันถึง 40% เมื่อไตรมาสที่สี่ของปี 2018 ด้วยการหลอกล่อให้ซาอุฯ และประเทศโอเปกเพิ่มกำลังการผลิตก่อน แล้วจากนั้นจึงเที่ยวแจกข้อยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรให้แก่ผู้ซื้อน้ำมันจากอิหร่าน
ที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่รวมถึงมาตรการคว่ำบาตรอื่นของสหรัฐฯ ต่อน้ำมันเวเนซุเอลา และผลผลิตน้ำมันที่ขาดหายไปจากลิเบียกับแองโกลาอีก แม้บางฝ่ายเชื่อว่าขณะนี้ตลาดน้ำมันเริ่มมีแรงซื้อมากเกินไปและพร้อมสำหรับการปรับฐานแล้ว แต่ทรัมป์อาจมี "ไม้ตาย" อื่น ๆ เตรียมไว้เพื่อกดขาขึ้นของราคาน้ำมันให้ดิ่งลง เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลเสียต่อเขาอย่างมากเมื่อถึงเวลาการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 2020
ซาอุฯ อาจแอบช่วยทรัมป์อยู่เงียบ ๆ ก็เป็นได้
แม้ว่าซาอุฯ จะปฏิเสธคำขอของทรัมป์ให้เพิ่มกำลังการผลิตอย่างโจ่งแจ้ง แต่ซาอุฯ เองก็อาจกำลังค่อย ๆ เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันอยู่อย่างเงียบ ๆ ก็เป็นได้
หน่วยงานด้านพลังงานที่ประจำ ณ นครนิวยอร์ค ได้เผยในรายงานประจำสัปดาห์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ซาอุฯ ต้องการถนอมกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตรอื่น ๆ เอาไว้เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพในตลาดน้ำมัน "แม้ในระดับผิวเผินก็ตาม"
“คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการเปลี่ยนแปลงบางประการ เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและเริ่มเกิดปัจจัยที่ขัดขวางขาขึ้นของราคาน้ำมันมากขึ้นเรื่อย ๆ ”
“ข้อมูลล่าสุดได้บ่งชี้ว่าในเดือนพฤษภาคมกำลังการผลิตน้ำมันของซาอุฯ จะเพิ่มขึ้นไปเหนือ 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทว่าการเพิ่มกำลังการผลิตดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองต่ออุปสงค์ภายในประเทศตามฤดูกาลเสียมากกว่าการพยายามผลิตน้ำมันออกมาให้ล้นตลาด"
ทางด้านจีนที่แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนจากที่สหรัฐฯ สั่งห้ามการซื้อน้ำมันอิหร่านที่มีราคาถูกกว่าตลาดอย่างมาก รัสเซียก็ได้ออกมายื่นข้อเสนอให้กับจีนว่า รัสเซียมีกำลังการผลิตสำรองมากพอที่สามารถหนุนอุปทานของจีนได้ โดยการลดกำลังการผลิตที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในปีนี้นั้นมาจากซาอุฯ และรัสเซียซึ่งเป็นประเทศพันธมิตรกับกลุ่มโอเปก
ทองจะกลับขึ้นไปถึงระดับ $1,300 อีกหรือไม่
ทองอาจมีโอกาสได้ขึ้นไปครองระดับ $1,300 อีกครั้ง หาก เงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเนื่องจากเฟดมีแนวโน้มที่จะ ยังไม่เพิ่มอัตราดอกเบี้ย และ ยังคงยึดมั่นมุมมองแบบผ่อนคลาย เช่นเดิมตั้งแต่เริ่มต้นปี
การพลิกฟื้นของ ราคาทองคำโลก กับ สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาได้ทำให้ผู้เปิดสัญญาซื้อทองเริ่มอุ่นใจ เมื่อการเด้งกลับของราคาทองเกิดขึ้นหลังจากการประกาศตัวเลข GDP ในไตรมาสแรกของสหรัฐฯ ที่น่าจะเป็นตัวจุดชนวนให้แก่ขาขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน

นักวิเคราะห์ทางเทคนิคจากรอยเตอร์ให้สัมภาษณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า นับตั้งแต่ที่ราคาทองดิ่งลงมากกว่า 4% จากจุดสูงสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ขณะนี้ราคาทองได้พลิกฟื้นขึ้นมาจากระดับต่ำสุดในรอบสี่เดือนแล้ว ทำให้เริ่มกลับสู่สภาพที่เป็นกลางเมื่อพิจารณาจากกราฟทางเทคนิค
Goldman Sachs ได้เผยว่าคำสั่งซื้อทองของธนาคารกลางสหรัฐฯ ก็แสดงสัญญาณที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยบ่งบอกถึงแนวโน้มการกลับขึ้นไปถึงระดับราคา $1,300 ได้อีกครั้ง
