ขึ้น +28% ก่อนประกาศผลQ2 หุ้นซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ยังมีโอกาสเติบโตอีกกว่า 49%
1. แรงกดดันจาก Bond Yield สหรัฐฯ ทรงตัวระดับสูง
ยีลด์พันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.34% (สูงสุดในรอบ 19 ปี) แม้จะมีมาตรการ Treasury Twist เข้ามาแทรกแซง แต่ตลาดยังคงเทขายพันธบัตรระยะยาวต่อเนื่อง
หนี้สาธารณะสหรัฐฯ ทะลุ 40 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ตลาดกังวลต่อภาระดอกเบี้ยจ่ายและความเสี่ยงต่อเสถียรภาพการคลัง
2. ความไม่แน่นอนของนโยบายดอกเบี้ย Fed (Jackson Hole & Warsh Speech)
ตลาดรอฟังสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ในการประชุม Jackson Hole (วันศุกร์) ซึ่งหากส่งสัญญาณ Hawkish หรือไม่ให้ความชัดเจนเรื่องทิศทางดอกเบี้ย อาจทำให้ตลาดปรับเพิ่มโอกาสขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน (ปัจจุบันอยู่ที่ 35.6%)
ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด (Flash PMI แข็งแกร่งสุดในรอบ 4 ปี) ส่งสัญญาณว่าเศรษฐกิจยังร้อนแรง ซึ่งอาจทำให้เฟดยังไม่สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้
3. สงครามการค้าระลอกใหม่ US–Canada Tariff
สหรัฐฯ ประกาศตั้งกำแพงภาษี 50% กับสินค้านำเข้าจากแคนาดามูลค่าราว 2 หมื่นล้านดอลลาร์ หลังการเจรจาหยุดชะงัก สร้างความกังวลต่อแนวโน้มการค้าโลกและอัตราเงินเฟ้อ
4. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน
การประกาศมาตรการคว่ำบาตรขั้นเด็ดขาด (Economic D-Day) โดยสหรัฐฯ ซึ่งตลาดกังวลว่าจะมีการใช้ Secondary Sanctions พุ่งเป้าไปที่จีนที่นำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน ซึ่งอาจจุดชนวนความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ–จีน ให้รุนแรงขึ้น
5. ความเสี่ยงงบ Nvidia (AI Valuation & Capex Peak)
ตลาดคาดหวังผลประกอบการของ Nvidia ไว้อย่างสูง (EPS โตเกือบเท่าตัว YoY) โดยตลาด Options คำนวณความผันผวนของราคาไว้ถึง ±5.27% (~2.75 แสนล้านดอลลาร์) หากงบหรือคาดการณ์การลงทุน AI ในอนาคตต่ำกว่าคาด อาจฉุดหุ้นกลุ่ม Semiconductor และ Tech ทั่วโลกปรับฐาน
6. สัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจเอเชีย
ตลาดหุ้นเอเชียเปิดสัปดาห์ด้วยแรงขาย โดยเฉพาะหุ้น Samsung ที่ร่วงกว่า 6% หลังแผนซื้อหุ้นคืนสร้างความผิดหวังแก่นักลงทุน
ตัวเลข GDP ไตรมาส 3 ของจีนมีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ ~4% (ต่ำกว่าเป้าหมาย 4.5–5%) ส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นในภูมิภาค







