ทองคำทรงตัวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน หลังกระทรวงการคลังสหรัฐฯ เข้าแทรกแซงตลาดพันธบัตร
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ร้อนแรงขึ้น แต่ได้แรงหนุนพอสมควรจากการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ และการอ่อนค่าลงบ้างของเงินดอลลาร์
-
จับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงานสัมมนาวิชาการ Jackson Hole Symposium
-
เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways ก่อนที่จะเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นในช่วงตลาดทยอยรับรู้ ถ้อยแถลงของประธาน FED ในงาน Jackson Hole Symposium ทั้งนี้ เงินดอลลาร์ยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk โดยเงินดอลลาร์อาจอ่อนค่าลง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทได้กลับเข้าสู่แนวโน้มการแข็งค่าขึ้น หลังแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน ทว่า ในช่วงระยะสั้น เงินบาทอาจเคลื่อนไหว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอจับตาถ้อยแถลงของประธาน FED ที่อาจส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED นอกจากนี้ ยังคงต้องติดตามทิศทางราคาทองคำที่ส่งผลต่อเงินบาทอย่างใกล้ชิด
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.35-33.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาวิชาการประจำปีของ FED ที่ Jackson Hole ซึ่งในอดีตถ้อยแถลงดังกล่าวของประธาน FED มักจะสะท้อนถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินในระยะข้างหน้าของ FED และส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินได้พอสมควร ทำให้ผู้เล่นในตลาดจะต่างรอลุ้น ถ้อยแถลงดังกล่าว ซึ่งจะทยอยรับรู้ในช่วงราว 21.00 น. ของคืนวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย โดยเราประเมินว่า ผู้เล่นในตลาดอาจผิดหวังกับ ถ้อยแถลงดังกล่าวของประธาน FED ที่อาจไม่ได้ส่งสัญญาณต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED สอดคล้องกับ การทยอยลดบทบาทของการส่งสัญญาณผ่าน Forward Guidance ในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่ประธาน FED Kevin Warsh ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง ทว่า ประธาน FED อาจกล่าวถึง Framework ในการตัดสินใจนโยบายการเงินของ FED เป็นหลัก โดยเฉพาะหลังให้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน (Task Forces) 5 ทีม เพื่อทบทวนการทำงานของ FED ซึ่งเรากังวลว่า หากประธาน FED ไม่ได้ส่งสัญญาณการดำเนินนโยบายการเงินอย่างที่ตลาดคาดหวัง อาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกรกฎาคม รวมถึง คาดการณ์ครั้งที่สอง ของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสสองปีนี้ และยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทน (Durable Goods Orders) ในเดือนกรกฎาคม เป็นต้น
-
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) ในเดือนสิงหาคม พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ในระยะข้างหน้า โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงให้โอกาสราว 67% ที่ ECB อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้
-
ฝั่งเอเชีย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) และธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเดินหน้าขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย +25bps สู่ระดับ 5.00% และ 3.00% ตามลำดับ แม้อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลงบ้าง ทว่ายังคงอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมายของทั้ง BSP และ BOK พอสมควร นอกจากนี้ สำหรับ BSP การเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอาจช่วยหนุนค่าเงินฟิลิปปินส์ เปโซ (PHP) ได้บ้าง หลังยังคงอ่อนค่าลงใกล้ระดับอ่อนค่าสุดในปีนี้ สวนทางกับบรรดาสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ที่เริ่มทยอยแข็งค่าจากช่วงก่อนหน้า ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI กรุงโตเกียวของญี่ปุ่น ในเดือนสิงหาคม และรายงานอัตราการว่างงาน (Jobless Rate) เดือนกรกฎาคม
-
ฝั่งไทย – เราคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติ “เป็นเอกฉันท์” ให้ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.00% แม้เศรษฐกิจจะขยายตัวดีกว่าคาดในไตรมาสที่ 2 ทว่า โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและเป็นการขยายตัวที่ไม่ทั่วถึง (K-Shaped) ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ และยังไม่เห็นการส่งผ่านต้นทุน สู่ราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง จนอาจทำให้ อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น พร้อมกับอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางที่เสี่ยงหลุดจากยึดเหนี่ยวจากกรอบเป้าหมาย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดการส่งออก-นำเข้า (Exports & Imports) ของไทย รวมถึง รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลัง (Capacity Utilization) ในเดือนกรกฎาคม ที่พอจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มภาคอุตสาหกรรมการผลิตของไทยได้







