ราคาทองคำปรับตัวขึ้นหลังการคาดการณ์ขึ้นดอกเบี้ยลดลงกดดันดอลลาร์
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานยอดการจ้างงานของสหรัฐฯ ที่ออกมาแย่กว่าคาด กอปรกับ ถ้อยแถลงของประธาน FED ที่มองความเสี่ยงเงินเฟ้อทยอยลดลง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย
-
จับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทย
-
เงินดอลลาร์อาจเคลื่อนไหว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทว่า หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาด หรือตลาดอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงอาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้แผ่วลงต่อเนื่อง จำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทแถวโซนแนวต้าน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ทว่าการแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินบาทยังคงเกิดขึ้นได้ยาก จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติมและปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED เป็นการคงดอกเบี้ย ทำให้โดยรวม เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways และยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way risk ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED เป็นสำคัญ
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.85-33.50 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – สัปดาห์นี้อาจมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญไม่มากนัก ทว่า ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (ISM Services PMI) และยอดขายบ้านมือสอง (Existing Home Sales) ในเดือนมิถุนายน รวมถึง ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์โดย ADP และ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED และรายงานการประชุม FOMC ล่าสุด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 20% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย ทยอยลดลงเพิ่มเติมจากช่วงก่อนหน้า หลังรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสานในสัปดาห์ก่อน โดยเฉพาะยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรมที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่าคาดไปมาก)
-
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนพฤษภาคม รวมถึง ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) เดือนกรกฎาคม ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น ตามสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลายลง พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 85% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนธันวาคม ลดลงจากช่วงก่อนหน้าหลังอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซนชะลอตัวลงมากกว่าคาด
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนมิถุนายน ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง ในเดือนพฤษภาคม ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดให้โอกาสราว 89% ที่ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในปีนี้ ในส่วนนโยบายการเงิน บรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 2.50% ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจเลือกคงดอกเบี้ยที่ระดับ 2.75%
-
ฝั่งไทย – เราประเมินว่า โมเมนตัมเงินเฟ้อไทยอาจแผ่วลง ตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทยอยคลี่คลาย ส่งผลให้ราคาพลังงานปรับตัวลงต่อเนื่องในเดือนมิถุนายน (ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยลดลงราว -5%m/m) ทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมิถุนายนจะชะลอลงสู่ระดับ 2.7% (-0.10%m/m) ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจทรงตัวแถวระดับ 0.90%-0.95% นอกจากนี้ พัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดีขึ้น อาจช่วยหนุนให้ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมิถุนายน ทยอยปรับตัวสูงขึ้นจากเดือนก่อนหน้า
