ราคาทองคำร่วงลงท่ามกลางความกังวลการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา การเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ที่ทยอยฟื้นตัวดีขึ้น ได้กดดันราคาน้ำมันดิบและส่งผลให้ ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย
-
จับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมทั้งรอลุ้น ข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และถ้อยแถลงบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลัก ในงานสัมมนาของ ECB ที่ Sintra
-
เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ในกรณีที่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความร้อนแรงขึ้นอีกครั้ง รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงออกมาดีกว่าคาดและสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยง Two-Way risk ยังคงอยู่ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทยังคงเสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงหรืออย่างน้อยแกว่งตัวในกรอบ Sideways ตามโมเมนตัมการอ่อนค่าที่ยังคงมีกำลังอยู่ ทว่าเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way risk ขึ้นกับการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ต้องจับตาทิศทางราคาทองคำและบรรยากาศในตลาดการเงินโดยรวม (เน้นการเคลื่อนไหวหุ้นเทคฯ ทั่วโลก) ทำให้กลยุทธ์ Options ยังมีความจำเป็นในการรับมือความผันผวนของตลาดช่วงนี้
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.00-33.75 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะกลับมาเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจะติดตามใกล้ชิดและอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินได้พอควร หลังล่าสุด สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง และมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยเฉพาะการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานของสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน และอัตราการเติบโตของค่าจ้าง ซึ่งในช่วงนี้ เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดอาจให้ความสนใจกับ อัตราการเติบโตของค่าจ้าง รวมถึงภาวะตึงตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ต้องประเมินจากยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) และอัตราการลาออกโดยสมัครใจ (Quit Rate) เนื่องจากข้อมูลดังกล่าว อาจช่วยสะท้อนถึงความเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อาจเร่งสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือเกิด Second Round Effect และ Wage-Price Spiral ซึ่งอาจนำไปสู่ ความจำเป็นที่ FED อาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้จริง ตามที่ตลาดคาดหวัง และตาม Dot Plot ล่าสุด นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED โดยเฉพาะประธาน FED Kevin Warsh ในงานสัมมนาของ ECB ที่เมือง Sintra (คาดว่าจะทยอยรับรู้ในช่วง 20.00 น. วันที่ 1 กรกฎาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย) เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ FED ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า FED มีโอกาสราว 26% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ (โอกาสขึ้นดอกเบี้ย ทยอยลดลงต่อเนื่อง ตามการปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ และรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ล่าสุด ที่ออกมาตามคาด)
-
ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ งานสัมมนาธนาคารกลาง ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) ณ เมือง Sintra ประเทศโปรตุเกส โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลาง ทั้ง ECB และ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อของยูโรโซน ในเดือนมิถุนายน ที่อาจชี้ชะตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ได้ หลังล่าสุด ผู้เล่นในตลาดยังคงเชื่อว่า ECB มีโอกาสราว 96% ที่จะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง +25bps ในการประชุมเดือนธันวาคม
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานสำรวจความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ โดย BOJ (Tankan Survey) ทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing & Services PMIs) เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะในส่วนของ RatingDog PMIs ที่จะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง และในฝั่งเวียดนาม ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 2 และข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในเดือนมิถุนายน อย่าง ยอดการส่งออก ยอดค้าปลีก และอัตราเงินเฟ้อ CPI เป็นต้น
-
ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานข้อมูลภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย อาทิ ดัชนี PMI ภาคการผลิต เดือนมิถุนายน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนพฤษภาคม โดยแม้ยอดการส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแส AI Boom ทว่า ภาคการผลิตโดยรวมกลับไม่ได้ส่งสัญญาณขยายตัวต่อเนื่องที่ชัดเจน สะท้อนว่า สินค้าส่งออกของไทยบางส่วน เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อส่งออกต่อ โดยไม่ได้มีการผลิตหรือเพิ่มมูลค่าในประเทศมากนัก นอกจากนี้ ภาคการผลิตของไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูกจากต่างประเทศ
