ทองคําพุ่ง 2% หลังสหรัฐฯ-อิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ดันดอลลาร์อ่อนค่า
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ที่ออกมาตามคาด และความหวังต่อการเจรจาหยุดยิงสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้
-
จับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพเพื่อนำไปสู่การยุติสงคราม พร้อมทั้งรอลุ้น การประชุมบรรดาธนาคารกลางหลัก ทั้ง BOJ FED และ BOE
-
เงินดอลลาร์อาจทยอยอ่อนค่าลง ตอบรับกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่านบรรลุข้อตกลงสันติภาพ แต่การอ่อนค่าอาจเป็นไปอย่างจำกัดได้ หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้น ผลการประชุม FOMC ของ FED อีกทั้ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจยังมีความไม่แน่นอนอยู่ จนกว่าจะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทได้อ่อนกำลังลง ตอบรับข่าวสหรัฐฯ กับอิหร่าน บรรลุข้อตกลงสันติภาพ เปิดโอกาสให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบแนวรับ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.20-32.30) แต่เงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way risk ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทำให้กลยุทธ์ Options ยังมีความจำเป็นในการรับมือความผันผวนของตลาดช่วงนี้
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.00-33.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ทั้งนี้ การเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีสัญญาณความคืบหน้ามากขึ้น ตั้งแต่ช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา จนทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างมีความหวังว่า ทั้งสองฝ่ายอาจบรรลุข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งจะนำไปสู่การเปิดช่องแคบ Hormuz ได้ในเร็ววันนี้ รวมถึง การประชุม FOMC ของ FED ในเดือนมิถุนายน ซึ่งแม้เราจะประเมินว่า FED อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% ทว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นการประชุมครั้งแรกของประธาน FED คนใหม่ Kevin Warsh ที่มีอดีตประธาน FED Jerome Powell ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการ FOMC ทำให้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การสื่อสารของ FED (โดยเฉพาะประธาน FED คนใหม่ในช่วง Press Conference) ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางนโยบายการเงินของ FED อย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของการปรับคาดการณ์เศรษฐกิจ และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย หรือ Dot Plot โดยเราประเมินว่า Dot Plot ใหม่ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มการคงดอกเบี้ยของ FED ในปีนี้ และปีหน้า ก่อนที่ FED จะทยอยลดดอกเบี้ยลงสู่ Long-Run Rate ที่ไม่ต่างจาก Dot Plot เดือนมีนาคม ทั้งนี้ ในช่วงก่อนตลาดรับรู้กระแสข่าว สหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้บรรลุข้อตกลง (MOU) ที่จะนำไปสู่การเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงคราม บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 82% ในปี 2026 ก่อนที่จะปรับลดเหลือราว 64% หลังรับรู้ข่าว MOU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
-
ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่การประชุม ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ซึ่งเรามองว่า BOE อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 3.75% หลังพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในส่วนของราคาพลังงานมีความใกล้เคียงกับ Scenario B ที่ BOE ได้ประเมินไว้ กอปรกับ ภาพรวมเศรษฐกิจอังกฤษ และตลาดแรงงานไม่ได้แข็งแกร่งมากจน BOE กังวลความเสี่ยงการเกิด Second Round Effect ที่จะยังเร่งเงินเฟ้อให้สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE (รวมถึงผลการโหวตในการประชุมครั้งนี้) และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอังกฤษ ทั้ง อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ยอดค้าปลีก และ ข้อมูลตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง ยอดผลผลิตอุตสาหกรรมในเดือนเมษายน และดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจเยอรมนี รวมถึงยูโรโซน โดย ZEW (ZEW Survey)
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 1.00% พร้อมส่งสัญญาณทยอยเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของญี่ปุ่น ในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการปรับนโยบายการเงินของ BOJ และนอกเหนือจากการประชุมของ BOJ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางอื่นๆ โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง 25bps สู่ระดับ 5.75% หลังเซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการขึ้นดอกเบี้ยในสัปดาห์ก่อนหน้า ส่วนธนาคารกลางฟิลิปปินส์ (BSP) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.75% เช่นกัน เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) และธนาคารกลางไต้หวัน (CBC) อาจเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.35% และ 2.00% ตามลำดับ ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนในเดือนพฤษภาคม อาทิ ยอดค้าปลีก ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม ยอดการลงทุนสินทรัพย์ถาวร (Fixed Assets Investment) รวมถึง รายงานข้อมูล ราคาบ้านใหม่และบ้านมือสอง (Home Prices) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
-
ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ของไทย ในเดือนพฤษภาคม ที่อาจยังคงได้รับอานิสงส์จากธีมการลงทุนใน AI ที่ยังช่วยหนุนยอดการส่งออกสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor ของไทย ทว่า ยอดการนำเข้าอาจยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและการลงทุนใน Data Center ทำให้โดยรวม ดุลการค้ายังคงขาดดุลต่อเนื่อง
