ราคาทองคําแตะระดับต่ําสุดในรอบ 11 สัปดาห์ จากความกังวลอัตราดอกเบี้ยเฟดและราคาน้ํามันที่พุ่งสูง
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด กอปรกับความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่า FED อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้
-
เตรียมรับมือความผันผวน จากพัฒนาการของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และ รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ
-
เงินดอลลาร์อาจแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI พุ่งสูงขึ้นกว่าคาด ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ FED แต่เงินดอลลาร์พร้อมพลิกอ่อนค่าลง หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการดีขึ้น หรือ มีการเข้าแทรกแซงเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทมีกำลังมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงเงินบาทอ่อนค่าทดสอบแนวต้าน 32.85-33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่เงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way risk ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทำให้กลยุทธ์ Options ยังมีความจำเป็นในการรับมือความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงกว่าช่วงปกติ ทั้งนี้ ต้องจับตาทิศทางฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ และการเคลื่อนไหวของราคาทองคำที่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.40-33.15 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนพฤษภาคม พร้อมกับ อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) ในรายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อของสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของ FED หลังล่าสุด ความไม่แน่นอนของการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน กอปรกับ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ ที่ออกมาดีกว่าคาด ได้ทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า FED จะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง ในปีนี้ และเริ่มมองโอกาสที่ FED อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ภายในปีนี้ (โอกาสราว 18%) ซึ่งภาพดังกล่าวได้หนุนการปรับตัวขึ้นแรงของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ในช่วงวันศุกร์สัปดาห์ที่ผ่านมา
-
ฝั่งยุโรป – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่การประชุม ธนาคารกลางยุโรป (ECB) โดยเราประเมินว่า ECB อาจเลือกเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.25% (Deposit Facility Rate) เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หลังอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลาง-ระยะยาวได้พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง คล้ายกับที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2022 ทว่า ภาพเศรษฐกิจยูโรโซนที่อ่อนแอกว่าช่วงปี 2022 กอปรกับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทยอยคลี่คลายลงได้ภายในไตรมาส 2 (หรืออย่างน้อยจะไม่ได้ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อเกินไตรมาส 3) ทำให้เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง ก่อนที่จะคงดอกเบี้ยได้นานอย่างน้อย 9 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่า ECB จะคุมเงินเฟ้อได้สำเร็จ ทางฝั่งอังกฤษ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน รวมถึงรายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectations) โดยทาง BOE และ IPSOS
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI และดัชนีราคาผู้ผลิต PPI ในเดือนพฤษภาคม ส่วนทางฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในไตรมาสแรกของปี 2026 พร้อมกับรอติดตาม รายงานยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนเมษายน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาส 89% ขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในปีนี้
-
ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนพฤษภาคม ซึ่งอาจปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ทำให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น แม้อาจจะได้แรงหนุนจากนโยบายพยุงเศรษฐกิจ อย่าง โครงการคนละครึ่งพลัส
