สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นจากความหวังข้อตกลงสันติภาพอิหร่าน ราคาน้ํามันร่วง
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่กลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจราหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ได้ช่วยชะลอและจำกัดการอ่อนค่าของเงินบาทไว้แถวแนวต้าน 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์
-
จับตาแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐฯ และ รายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
-
ความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน อาจกดดันให้ เงินดอลลาร์ย่อตัวลงได้ ทว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งต้องรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งอาจกลับมาหนุนเงินดอลลาร์ได้ไม่ยาก ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง รับกระแสข่าวการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทว่าเงินบาทยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way risk ไม่ต่างจากเงินดอลลาร์ ขึ้นกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางเป็นสำคัญ ทำให้กลยุทธ์ Options ยังมีความจำเป็นในการรับมือความผันผวนของตลาดการเงินที่สูงกว่าช่วงปกติ ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาทอาจชะลอลงแถวโซนแนวรับ 32.20-32.30 บาทต่อดอลลาร์ ตามแรงซื้อของผู้นำเข้า (โฟลว์ธุรกรรมปลายเดือน) และโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลนักลงทุนต่างชาติที่ยังมีอยู่บ้าง
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
32.00-32.85 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังมีกระแสข่าวว่า การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน มีความคืบหน้าไปพอสมควร และอาจมีการประกาศข้อตกลงเบื้องต้นในระยะสั้นนี้ ซึ่งเป้นไปได้ว่า จะมีทั้งการประกาศหยุดยิง (เพื่อเดินหน้าการเจรจา) พร้อมกับ การเริ่มทยอยเปิดการเดินเรือผ่านช่องแคบ Hormuz ซึ่งภาพดังกล่าว (หากเกิดขึ้นจริง) อาจทำให้ ผู้เล่นในตลาดเริ่มคลายความกังวลต่อแนวโน้มสถานการณ์ในตะวันออกกลางได้บ้างและอาจมีการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED อย่างไรก็ดี บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนเมษายน รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง คาดการณ์ครั้งที่ 2 ของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาส 1 ปี 2026 และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED ก่อนที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED อย่างมีนัยสำคัญ อนึ่ง ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดได้ให้โอกาสราว 95% ที่ FED อาจขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้ง ในปีนี้ (และมีโอกาสราว 48% ที่จะขึ้นดอกเบี้ย อีก 1 ครั้ง ในปีหน้า)
-
ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของBOE และ ECB โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOE มีโอกาสราว 91% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ในปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสราว 59% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะยังคงรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์การเมืองอังกฤษ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดพนัน (Prediction Markets) ต่างประเมินว่า นายกฯ อังกฤษ Sir Keir Starmer อาจลงจากตำแหน่งภายในปีนี้ (โอกาสราว 66% ที่จะลงจากตำแหน่งก่อนเดือนกันยายน)
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิตและภาคการบริการ (Official Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนพฤษภาคม รวมถึงรายงานผลกำไรภาคธุรกิจอุตสาหกรรม (Industrial Profits) ในเดือนเมษายน พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) และอัตราเงินเฟ้อพื้นที่กรุงโตเกียว (Tokyo CPI) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยราว 2 ครั้ง ในปีนี้ โดยมีโอกาสราว 76% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16 มิถุนายนนี้ ในส่วนนโยบายการเงินนั้น นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ทั้งธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) และธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) จะเลือกคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% และ 2.50% ตามลำดับ ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ทั้ง RBNZ และ BOK อาจสามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยได้ราว 126bps และ 115bps ตามลำดับ (Implied Policy Rate จาก OIS Curve) ภายในระยะเวลา 1 ปี ข้างหน้า สะท้อนถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดที่มองว่า บรรดาธนาคารกลางอาจต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย เพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอัตราเงินเฟ้อที่เสี่ยงเร่งตัวสูงขึ้น จนทะลุกรอบเป้าหมายของธนาคารกลาง
-
ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า การส่งออกของไทยยังคงได้แรงหนุนจากเทรนด์การเติบโตของ AI (Data Center) ที่ส่งผลดีต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และ Semiconductor โดยภาพดังกล่าวอาจยังคงสะท้อนผ่าน ยอดการส่งออกในเดือนเมษายนที่อาจขยายตัว +20%y/y อย่างไรก็ดี ยอดการนำเข้าจะพุ่งขึ้น +29%y/y ตามผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้ ดุลการค้าของไทยในเดือนเมษายนจะยังคง “ขาดดุล” ราว 5.3 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เดือนเมษายน ที่ควรจะสะท้อนถึงผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางต่อภาคการผลิตของไทยมากขึ้น
