ราคา Bitcoin วันนี้: ร่วงลงสู่ $68,000 ท่ามกลางความกังวลเรื่องอิหร่านกระตุ้นการขายสินทรัพย์เสี่ยง
Economic Highlight
ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ พัฒนาการของสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐฯ – อิสราเอล กับอิหร่าน พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก
FX Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทอ่อนค่าลง หลังราคาทองคำปรับตัวลงแรง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก และแรงขายสินทรัพย์ไทย แม้ว่าโดยรวมเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลง
- ในช่วงระยะสั้น เราประเมินว่า เงินดอลลาร์เสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก ซึ่งจะขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ
- สำหรับแนวโน้มเงินบาทนั้น เราประเมินว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทยังคงมีกำลังอยู่ เปิดโอกาสให้เงินบาทอาจอ่อนค่าทะลุโซนแนวต้าน 33 บาทต่อดอลลาร์ ได้
- ทั้งนี้ เงินบาทเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ ตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และต้องจับตาโฟลว์ธุรกรรมของผู้เล่นในตลาด ทั้งฝั่งผู้ส่งออก และนักลงทุนต่างชาติ ที่แม้จะเดินหน้าขายสินทรัพย์ไทยกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ในสัปดาห์ก่อนหน้า ทว่าแรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะในฝั่งหุ้นไทย ได้เริ่มชะลอลงจากช่วงที่ผ่านมา
- ในเชิงเทคนิคัลนั้น หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทได้กลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง โดยเราจะประเมินว่า เงินบาทจะยังคงอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลง ตราบใดที่เงินบาทยังสามารถแกว่งตัวเหนือโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ หากประเมินจากรูปแบบของกราฟเงินบาทใน Time Frame Daily จะพบว่า เงินบาทได้อ่อนค่าลงทะลุกรอบ Falling Wedge สะท้อนความเสี่ยงการอ่อนค่าลงต่อเนื่อง โดยอาจมีเป้าราคาแถวโซน 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ ซึ่งเป้าราคาดังกล่าว ยังสอดคล้องกับกรอบการเคลื่อนไหวที่เป็นไปได้ จากความผันผวนสูงในระยะ 1 เดือน และสอดคล้องกับระดับเงินบาทที่เหมาะสมจากปัจจัยพื้นฐาน (Bloomberg THB BEER) ในช่วง 33-34 บาทต่อดอลลาร์
- ทั้งนี้ แนวต้านของเงินบาท (USDTHB) อยู่แถว 32.80 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.00 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวรับแรกจะอยู่ในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.30 และ 32.00 บาทต่อดอลลาร์)
Gold Highlight
- นับตั้งแต่ช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำ (XAUUSD) ปรับตัวลงแรง ตามการปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลางหลัก ท่ามกลาง ความกังวลต่อสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่เสี่ยงยืดเยื้อ
- เราคงมองว่า ในระยะสั้น ต้องจับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำได้อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของบรรดาธนาคารกลางหลัก
- โดยราคาทองคำจะยังคงเผชิญแรงกดดันต่อได้ หากผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของบรรดาธนาคารกลาง
- ทิศทางเงินดอลลาร์ยังคงส่งผลกระทบต่อราคาทองคำพอสมควร โดยต้องจับตาการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED ที่จะขึ้นกับทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลาง (กระทบราคาพลังงานโลก) และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ
- นอกจากนี้ หากทางการญี่ปุ่นและทางการสหรัฐฯ ส่งสัญญาณชัดเจน พร้อมเข้าดูแลค่าเงินเยนญี่ปุ่นที่กำลังเผชิญแรงกดดันอ่อนค่า อาจชะลอการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์และช่วยพยุงราคาทองคำบ้าง
- อนึ่ง เรามองว่า แม้สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอาจสงบลงในที่สุด (แม้จะยังเสี่ยงยืดเยื้อ) แต่ความไม่แน่นอนของปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จะทำให้ ผู้เล่นในตลาดต่างคอยทยอยสะสมทองคำ หรือ เข้าซื้อแบบ Buy on Dip ช่วยพยุงราคาทองคำไว้ได้
- ความผันผวนของราคาทองคำ (1-month volatility) ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรระมัดระวังและติดตามการเคลื่อนไหวของราคาทองคำอย่างใกล้ชิด
- ทั้งนี้ ในเชิงเทคนิคัล ราคาทองคำได้กลับเข้าสู่แนวโน้มขาลง หรืออย่างน้อยอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways โดยหากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ในระยะสั้น ราคาทองคำ (XAUUSD) จะยังอยู่ในแนวโน้มขาลง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways จนกว่าราคาทองคำจะปรับขึ้นเหนือโซน 4,850 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้อย่างชัดเจน
- ภายใต้แนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ที่ยังพอมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้บ้าง แต่เสี่ยงที่จะเข้าสู่ช่วงพักฐานในระยะสั้น ทำให้เรามองว่า กลยุทธ์ที่น่าสนใจ คือ รอจังหวะ Buy on Dip (ขอย้ำว่า ไม่ควร ไล่ราคาซื้อ) สำหรับผู้เล่นที่ต้องการถือทองคำบ้างในพอร์ตการลงทุน 5%-10% เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง สอดคล้องกับงานวิจัยของทาง Fidelity International
