สัญญาซื้อขายล่วงหน้าหุ้นสหรัฐฯ ร่วงท่ามกลางความวุ่นวายเรื่องภาษีของทรัมป์ รอผลประกอบการ Nvidia
ลุ้น ผลการประชุม กนง. พร้อมทั้งจับตา สถานการณ์ความตึงเครียด สหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด
- สัปดาห์ที่ผ่านมา แม้เงินดอลลาร์จะได้อานิสงส์จากการทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ได้กลับมากดดันเงินดอลลาร์อีกครั้ง
- จับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และรอลุ้นผลการประชุม กนง. ของไทย พร้อมติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน อย่างใกล้ชิด
- เงินดอลลาร์อาจรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED เพิ่มเติม นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงในกรณีที่สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน อาจช่วยหนุนเงินดอลลาร์บ้าง ทว่า ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ได้กลับมาเป็นปัจจัยกดดันเงินดอลลาร์ อีกครั้ง ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า แม้โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทจะมีกำลังมากขึ้น แต่เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงเช่นกัน ขึ้นกับสถานการณ์ความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่จะกระทบทั้ง ราคาน้ำมันดิบ ราคาทองคำและเงินดอลลาร์ ได้พอสมควร ส่วนปัจจัยหนุนเงินบาทในช่วงที่ผ่านมา อย่าง ฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติอาจเริ่มชะลอการเข้าซื้อสินทรัพย์ไทยและเห็นการทยอยขายทำกำไรได้บ้าง ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่กดดันตลาด
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
30.75-31.40 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อาทิ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ในเดือนมกราคม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Conference Board Consumer Confidence) เดือนกุมภาพันธ์ ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์โดย ADP และรายงานดัชนีภาคธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่างๆ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 21% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะรายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor อย่าง Nvidia พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน และแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านรายงาน ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีและยูโรโซน (IFO Business Climate) ในเดือนกุมภาพันธ์ รวมถึง อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ ระยะสั้นและระยะกลาง (Inflation Expectations) ที่รวบรวมโดยทาง ECB นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงิน โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 30% ที่จะลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง 25bps ในปีนี้
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจญี่ปุ่นและทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) เดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนกุมภาพันธ์ ในส่วนนโยบายการเงิน ผู้เล่นในตลาดและบรรดานักวิเคราะห์ ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจเลือก “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 2.50% หลังเศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนในธีม AI ซึ่งหนุนความต้องการ Semiconductor ทั้งในส่วนของ Chip และ Memory จากเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน ทาง BOK ได้ให้น้ำหนักกับเสถียรภาพเศรษฐกิจและค่าเงินวอน (KRW) มากขึ้น ทำให้ทาง BOK ได้ส่งสัญญาณจบรอบการลดดอกเบี้ย ตั้งแต่ในการประชุมครั้งก่อน
- ฝั่งไทย – ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราคาดว่า กนง. จะมีมติไม่เป็นเอกฉันท์ “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% เพื่อรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจและรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) ที่มีอย่างจำกัด เพื่อใช้รับมือกับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามความชัดเจนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ล่าสุด พร้อมรอล้นรายงานข้อมูล ยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) รวมถึงข้อมูลดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนมกราคม

