ราคา Bitcoin วันนี้: ร่วงต่ำกว่า $70k ในการซื้อขายที่เคลื่อนไหวในกรอบ ก่อนข้อมูลสำคัญของสหรัฐฯ
ลุ้น ข้อมูลจ้างงานสหรัฐฯ พร้อมรับมือความผันผวนของตลาดหลังรู้ผลการเลือกตั้ง ญี่ปุ่น และไทย
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทเคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แม้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น ทว่า ราคาทองคำยังคงสามารถปรับตัวสูงขึ้นต่อได้ อีกทั้ง นักลงทุนต่างชาติได้ทยอยเข้าซื้อสินทรัพย์ไทย ทั้งหุ้นและบอนด์ ต่อเนื่อง
- ระวังความผันผวนในช่วงตลาดรับรู้ ข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ พร้อมระวังความผันผวน หลังรู้ผลการเลือกตั้งของญี่ปุ่นและไทย รวมถึง สถานการณ์ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์จากความตึงเครียดสหรัฐฯ – อิหร่าน
- เงินดอลลาร์เสี่ยงเผชิญความผันผวน Two-Way risk โดยอาจได้แรงหนุนบ้าง หากเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง หลังรับรู้ผลเลือกตั้งญี่ปุ่น แต่หากรายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด อาจกดดันเงินดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง ตามการทยอยปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ FED ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง หลังรู้ผลการเลือกตั้งของไทย ที่พรรคภูมิใจไทยและพันธมิตรคว้าชัยชนะตามที่เราประเมินไว้ ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน อาจหนุนราคาทองคำและช่วยพยุงเงินบาทได้ แม้เงินดอลลาร์จะพอได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของเงินเยนญี่ปุ่น หรือในกรณีข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ ออกมาดีกว่าคาดก็ตาม ทว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงต่อ
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
31.00-32.00 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงาน ทั้ง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment Rate) ในเดือนมกราคม ที่ถูกเลื่อนประกาศจากสัปดาห์ก่อนหน้า ตามผลกระทบของภาวะ Government Shutdown นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญอื่นๆ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนมกราคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนธันวาคม โดยรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว กอปรกับ ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED จะเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของ FED ได้ อย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า FED มีโอกาสราว 23% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปีนี้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมคอยติดตามความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาทิ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
- ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้งธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB รวมถึงรายงานข้อมูลเศรษฐกิจ อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจอังกฤษในไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 และดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (Sentix Investor Confidence) ของยูโรโซน ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้น
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์การเมืองญี่ปุ่น หลังรู้ผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของญี่ปุ่นที่พรรค LDP และพันธมิตรอาจได้ที่นั่งในสภาถึง 328 ที่นั่ง จาก 465 ที่นั่ง (หรือได้ Supermajority เกิน 2 ใน 3 หรือ 310 ที่นั่ง เปิดทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญและคัดค้านมติจากทางวุฒิสภาที่พรรค LDP ครองเสียงข้างน้อยได้) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ของญี่ปุ่น ในเดือนธันวาคม ที่จะเป็นหนึ่งในปัจจัยในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ส่วนทางฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น อัตราเงินเฟ้อ CPI ดัชนีราคาผู้ผลิต PPI รวมถึงราคาบ้านมือหนึ่ง มือสอง (New/Used Home Prices) ในเดือนมกราคม ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนได้
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence) เดือนมกราคม พร้อมรอติดตามทิศทางการเมืองไทย หลังเริ่มรู้ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ที่พรรคภูมิใจไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากได้ สอดคล้องกับคาดการณ์ของเราที่ได้ประเมินไว้

