วิเคราะห์มุมมองของ Citi ต่อ S&P 500 ในปี 2026
ลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ พร้อมจับตารายงานการประชุม FOMC ล่าสุด ต้อนรับปี 2026
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นเกือบทะลุแนวรับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ และอานิสงส์จากการปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (All-Time High) ของราคาทองคำ
- ควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีน พร้อมระวังความผันผวนของตลาดการเงิน ในช่วงปลายปี ที่ปริมาณการทำธุรกรรมเบาบางลงชัดเจน
- เงินดอลลาร์อาจแกว่งตัว Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ แต่อาจอ่อนค่าลงบ้าง หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways ไม่ต่างกับเงินดอลลาร์ ทว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทยังมีกำลังอยู่ กอปรกับปริมาณการทำธุรกรรมที่เบาบางลงในช่วงปลายปี อาจเพิ่มโอกาสที่เงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นทะลุแนวรับ 31 บาทต่อดอลลาร์ ได้ โดยยังคงต้องจับตาการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเงินบาทอยู่ อนึ่ง ถ้าประเมินจากระดับที่เหมาะสมของเงินบาท หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นต่ำกว่าระดับ 30.75 บาทต่อดอลลาร์ จะเป็นระดับที่เงินบาทแข็งค่ามากเกินปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยสำคัญ หรือ Extremely Overvalued สะท้อนว่าเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงได้ในช่วง 3-6 เดือน ข้างหน้า
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
30.90-31.35 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มตลาดแรงงานสหรัฐฯ ผ่านรายงานยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP (ADP Weekly Employment) และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานการประชุม FOMC เดือนธันวาคมของเฟด (FOMC Meeting Minutes) เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 34% ที่จะลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ครั้งละ 25bps ในปี 2026 หรืออาจกล่าวได้ว่า ผู้เล่นในตลาดต่างมั่นใจว่า เฟดจะสามารถลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง ซึ่งมากกว่าที่เฟดระบุไว้เพียง 1 ครั้ง ใน Dot Plot ล่าสุด
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังการเจรจาเพื่อยุติสงครามมีความคืบหน้ามากขึ้น ท่ามกลางความพยายามของทางสหรัฐฯ ที่ต้องการยุติสงครามซึ่งยืดเยื้อเกือบ 4 ปี ทว่าการเจรจาดังกล่าวก็ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง หลังรัสเซียได้เปิดฉากถล่มเมืองหลวงของยูเครนในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (Manufacturing and Services PMIs) ในเดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา หลังทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิง ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ในเดือนพฤศจิกายน ที่จะช่วยสะท้อนถึงแนวโน้มภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทย ท่ามกลางปัจจัยกดดันทั้งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคการผลิตของไทย อย่าง การไหลทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน ที่กดดันภาคการผลิตของไทยอย่างมีนัยสำคัญ เป็นต้น
