OpenAI Ads จะส่งผลกระทบต่อคู่แข่งอย่าง Google และ Meta อย่างไร?
ลุ้น รายงานข้อมูลการจ้างงานสหรัฐฯ จากภาคเอกชน (ADP และ Revelio) ชี้ชะตาแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด จากถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดและข้อมูลเศรษฐกิจส่วนใหญ่ที่แย่กว่าคาด
- ควรรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ จากภาคเอกชน อย่าง ADP, Revelio และ Challenger พร้อมทั้งจับตาพัฒนาการของการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- เงินดอลลาร์อาจย่อตัวเล็กน้อย หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญสหรัฐฯ ทำให้ผู้เล่นในตลาดมั่นใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมมากขึ้น แต่เงินดอลลาร์ก็พร้อมกลับมาแข็งค่าขึ้น ในกรณีที่ ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในส่วนของค่าเงินบาท โมเมนตัมการแข็งค่ามีกำลังมากขึ้น ทว่าความเสี่ยง Two-way risk (พร้อมเคลื่อนไหวสองทิศทาง) ยังคงมีอยู่ ขึ้นกับการปรับมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด นอกจากนี้ ยังคงต้องจับตาทิศทางราคาทองคำ แนวโน้มเงินหยวนจีน และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่อาจส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้ ทั้งนี้ เงินบาทยังอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นและอาจจบสิ้นปีนี้ แข็งค่าหลุดโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
31.85-32.45 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ โดยเฉพาะข้อมูลการจ้างงานจากภาคเอกชน ทั้ง จาก ADP และ Revelio ซึ่งจะเป็นข้อมูลการจ้างงานในเดือนพฤศจิกายน (ในส่วนของข้อมูลทางการจาก BLS นั้น จะประกาศในวันที่ 16 ตุลาคม หลังการประชุม FOMC ของเฟด) รวมถึง รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) เดือนพฤศจิกายน และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) เดือนธันวาคม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ที่ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 83% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps ในการประชุม FOMC เดือนธันวาคม นี้ และอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมราว 2-3 ครั้ง ในปี 2026 และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามการเจรจาระหว่างทางการสหรัฐฯ กับยูเครน เพื่อหาแนวทางในการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางหลักดังกล่าว รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของฝั่งยูโรโซน อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนพฤศจิกายน และยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในเดือนตุลาคม นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลังรัสเซียเปิดฉากโจมตีเมืองหลวงของยูเครนระลอกใหญ่ ส่วนฝั่งยูเครนก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของรัสเซียในทะเลดำ ซึ่งการโจมตีดังกล่าวได้เกิดขึ้นในช่วงที่ทางการสหรัฐฯ พยายามเร่งหาทางยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการ (RatingDog หรือ เดิม Caixin Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนพฤศจิกายน ของจีน ซึ่งจะเน้นภาคธุรกิจขนาดเล็ก-กลาง เป็นหลัก เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน หลังล่าสุด ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ ที่เน้นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ได้ปรับตัวลดลงและออกมาแย่กว่าคาด ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น บรรดานักวิเคราะห์ในตลาดต่างประเมินว่า ธนาคารกลางอินเดีย (RBI) อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 25bps สู่ระดับ 5.25% เพื่อช่วยหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ทั้งนี้ การอ่อนค่าลงต่อเนื่องของค่าเงินรูปี (INR) ตลอดทั้งปีนี้ อาจทำให้ RBI ไม่ได้ส่งสัญญาณที่ชัดเจน ต่อแนวโน้มการเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้
- ฝั่งไทย – บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI ของไทย ในเดือนพฤศจิกายน อาจปรับสูงขึ้นเล็กน้อยสู่ระดับ -0.6% จากระดับ -0.76% ในเดือนก่อน ตามการทยอยปรับตัวสูงขึ้นของราคาหมวดอาหาร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ผักสดและผลไม้ ขณะที่ อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อาจทรงตัวแถวระดับ 0.60% นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการฟื้นตัวของภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยและภาคธุรกิจโดยรวม ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ ในเดือนพฤศจิกายน

