จับตาผลการประชุม FOMC และ BOE พร้อมรอลุ้นรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน

เผยแพร่ 06/05/2025 11:06
อัพเดท 06/05/2025 11:06

จับตาผลการประชุม FOMC และ BOE พร้อมรอลุ้นรายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน

  • สัปดาห์ที่ผ่านมา รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยออกมาดีกว่าคาดบ้าง กอปรกับภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ได้ช่วยหนุนให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้น จากที่อ่อนค่าลงต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้า  
  • ควรจับตา ผลการประชุมเฟด (FOMC) และผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) พร้อมทั้ง รอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน
  • เงินดอลลาร์มีโอกาสแข็งค่าต่อได้ ตราบใดที่ตลาดการเงินยังอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง และเฟดยังคงย้ำจุดยืนไม่เร่งรีบลดดอกเบี้ย อีกทั้งไม่ได้แสดงความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ มากนัก อนึ่ง ควรระวังความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ ที่อาจกดดันเงินดอลลาร์ได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เรามองว่า การแข็งค่าของเงินบาท ในช่วงวันศุกร์ที่ผ่านมา อาจชะลอลง เปิดโอกาสให้เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงทยอยอ่อนค่าลง “Sideways Up” ท่ามกลางแรงกดดันจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับบรรดานักลงทุนต่างชาติ อีกทั้งเงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนอยู่ ทว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดอาจเพิ่มแรงซื้อสินทรัพย์ไทยได้ อย่างไรก็ดี ควรจับตาทิศทางราคาทองคำและสกุลเงินเอเชีย อาทิ เงินหยวนจีน อย่างใกล้ชิด
  • มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
    32.75-33.35
    บาท/ดอลลาร์

มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก

  • ฝั่งสหรัฐฯบรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมเฟด (FOMC) แม้ว่าในการประชุมครั้งนี้ เฟดอาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25-4.50% ทว่าผู้เล่นในตลาดจะรอจับตาการปรับมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายการเงินของเฟด จากทางประธานเฟด Jerome Powell ในช่วง Press Conference นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟดท่านอื่นๆ เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินเฟด ซึ่งล่าสุดผู้เล่นในตลาดกลับมาเชื่อว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยราว 3 ครั้ง ในปีนี้ พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ 
  • ฝั่งยุโรปไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ผลการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) โดยเราคาดว่า BOE อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 4.25% เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจอังกฤษ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก อีกทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อของอังกฤษก็ทยอยชะลอตัวลงในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE มีโอกาสราว 70% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม 4 ครั้ง ในปีนี้   
  • ฝั่งเอเชียผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีนในเดือนเมษายน ผ่านรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการบริการ (Caixin Services PMI) ที่จะเน้นบริษัทขนาดเล็ก-กลาง พร้อมทั้งรอประเมินผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) ส่วนในฝั่งญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Wage Growth) ในเดือนมีนาคม ว่าจะยังสอดคล้องกับแนวโน้มวัฏจักร Virtuous Wage-Growth ที่จะช่วยหนุนให้อัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นอยู่ที่ระดับเป้าหมาย 2% ได้อย่างยั่งยืน หรือไม่ ซึ่งภาพดังกล่าวจะช่วยหนุนให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) สามารถเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ หาก BOJ คลายกังวลผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ทางฝั่งมาเลเซีย บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3.00% เพื่อรอประเมินผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ  
  • ฝั่งไทยแม้เราจะประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนเมษายนจะชะลอลงสู่ระดับ -0.1%y/y (-0.1%m/m) ตามการปรับตัวลงของราคาพลังงานเป็นสำคัญ ทว่า อัตราเงินเฟ้อ “ติดลบ” ดังกล่าวจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และยังไม่ได้สะท้อนถึงภาวะเงินฝืด ทั้งนี้ แนวโน้มการชะลอตัวของอัตราเงินเฟ้อที่อาจต่ำกว่าขอบล่างของกรอบเป้าหมายก็อาจทำให้ ธปท. มีเหตุผลในการดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติม สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า แม้เงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นจนทะลุโซนแนวรับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่การแข็งค่าของเงินบาทอาจชะลอบ้าง และเงินบาทก็เสี่ยงทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Up โดยในสัปดาห์ 6-9 พฤษภาคม เงินบาทอาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าจากโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผลให้กับนักลงทุนต่างชาติ ส่วนเงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนบ้าง ตราบใดที่ตลาดยังเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงและทยอยคลายกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวหนัก อนึ่ง ควรจับตาทิศทางราคาทองคำและการเคลื่อนไหวของบรรดาสกุลเงินเอเชีย อย่าง เงินหยวนจีน อย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับเงินบาทในระดับที่สูงในระยะสั้นนี้ ในเชิงเทคนิคัลนั้น เงินบาทจะยังไม่กลับมายังอยู่ในแนวโน้มการอ่อนค่า ตราบใดที่เงินบาทยังไม่สามารถอ่อนค่าทะลุโซน 33.50 บาทต่อดอลลาร์ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ทั้งนี้ แนวรับของเงินบาท (USDTHB) ได้ขยับลงมาแถว 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 32.50 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.00 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์)

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย