ดอลลาร์อ่อนค่าส่งผลต่อทองคำและบิทคอยน์อย่างไร?
Economic Highlight
ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามพัฒนาการของปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ อย่าง การเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
FX Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ท่ามกลางแรงกดดันจากากรแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะ เงินยูโร (EUR) ท่ามกลางความหวังรัฐบาลยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีเตรียมเพิ่มงบประมาณด้านการทหารและกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่
- สำหรับสัปดาห์นี้ ควรรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง อัตราเงินเฟ้อ CPI พร้อมจับตาพัฒนาการของปัจจัยเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อย่างการเจรจาเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- ในระยะสั้น เงินดอลลาร์อาจยังคงเผชิญแรงกดดันจากการทยอยแข็งค่าขึ้นของบรรดาสกุลเงินหลัก โดยเฉพาะเงินยูโร (EUR) และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY)
- นอกจากนี้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาผสมผสาน หรือ ส่วนใหญ่ออกมาแย่กว่าคาด ก็อาจกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้บ้าง ตามการเพิ่มโอกาสเฟดลดดอกเบี้ย 3 ครั้ง ในปีนี้ ของผู้เล่นในตลาด
- อย่างไรก็ดี เงินดอลลาร์อาจพอได้แรงหนุนจากความกังวลต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งต้องจับตาท่าทีของทางการสหรัฐฯ ต่อการเพิ่มภาษีนำเข้ากับสินค้าจากยุโรป รวมถึงความไม่แน่นอนของการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน
- แม้ว่า เงินเยนญี่ปุ่นจะทยอยแข็งค่าขึ้นมาพอสมควร แต่หากผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 45% ที่ BOJ จะขึ้นดอกเบี้ยได้อีก 2 ครั้ง ในปีนี้
- นอกเหนือจากแนวโน้มเงินดอลลาร์ เราประเมินว่า เราประเมินว่า ควรจับตาแนวโน้มเงินหยวนจีน (CNY) ทิศทางราคาทองคำ รวมถึงฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ ที่ยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเงินบาทได้เช่นกัน
- โดยในส่วนของฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาตินั้น เรามองว่า แรงขายสินทรัพย์ไทยจากบรรดานักลงทุนต่างชาติอาจชะลอลงบ้าง หากบรรยากาศในตลาดการเงินเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
- และที่สำคัญ ดัชนี SET อาจพอได้ลุ้นการรีบาวด์ขึ้นต่อเนื่อง หากสามารถปรับตัวขึ้น ปิด Gap แถวโซน 1,215 จุด
- ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following การอ่อนค่าของเงินบาททะลุโซน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ชัดเจน ได้ทำให้เงินบาทกลับมาสู่แนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง
- สัญญาณจาก RSI และ Stochastic ใน Time Frame รายวัน สำหรับ USDTHB สะท้อนว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทยังมีกำลังอยู่ ขณะที่ MACD ยังคงสะท้อนว่า เงินบาทอาจอ่อนค่าลงได้บ้าง หรือ อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways
- ส่วนสัญญาณจาก RSI Stochastic และ MACD ใน Time Frame H4 โดยรวมให้ภาพไม่ต่างกับ Time Frame รายวัน ทว่า สัญญาณ จาก RSI และ MACD ใน Time Frame H1 สะท้อนว่า โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินบาทอาจชะลอลงบ้าง หลังจากที่เงินบาทได้ทยอยอ่อนค่าลงจากโซนแนวรับ 33.60 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ Stochastic ได้เข้าสู่โซน Overbought และสะท้อนว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยแข็งค่าขึ้น
- โดยรวมเรามองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways ท่ามกลางความผันผวนที่สูงกว่าปกติ ทั้งนี้ เงินบาทยังมีโซนแนวต้านสำคัญแถว 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่โซนแนวรับสำคัญจะอยู่ในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์
Gold Highlight
- สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นบ้าง ตามจังหวะการปรับตัวลดลงของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทว่า ผู้เล่นในตลาดต่างทยอยขายทำกำไรทองคำ กดดันให้ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงการปรับฐาน
- นอกจากนี้ หากประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following ตราบใดที่ราคาทองคำ (XAUUSD) ยังไม่สามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 2,925 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ได้ชัดเจน อาจยังคงสะท้อนว่า ราคาทองคำยังอยู่ในช่วงการปรับฐาน หรืออาจแกว่งตัว Sideways ไปก่อน
- เรายังคงมุมมองเดิมว่า ตราบใดที่ไม่มีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาหนุนราคาทองคำเพิ่มเติม ราคาทองคำก็อาจอยู่ในช่วงการปรับฐานต่อได้ และอาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเห็นราคาทองคำกลับมาสู่แนวโน้มขาขึ้นชัดเจนอีกครั้ง
- ทั้งนี้ ในระยะสั้น ควรติดตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) อย่างการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน และประเด็นแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 ที่ความไม่แน่นอนของปัจจัยดังกล่าวอาจพอช่วยหนุนราคาทองคำได้
- นอกจากนี้ บรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางราคาทองคำได้
- และที่สำคัญ การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำนับตั้งแต่ช่วงต้นปี ก็ทำให้ผู้เล่นในตลาดต่างรอทยอยขายทำกำไรทองคำได้ทุกเมื่อ กดดันให้ ราคาทองคำยังไม่สามารถปรับตัวขึ้น ทำจุดสูงสุดใหม่ได้ง่ายนัก
- ในเชิงเทคนิคัล หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following ราคาทองคำได้กลับสู่แนวโน้มขาลง จนกว่าจะปรับตัวขึ้นทะลุโซน 2,925 ดอลลาร์ต่อออนซ์
- สัญญาณของทั้ง RSI และ Stochastic ใน Time Frame รายวัน สะท้อนว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มทยอยรีบาวด์สูงขึ้นจากโซนแนวรับ 2,880 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทว่า MACD ชี้ว่า ราคาทองคำยังคงเสี่ยงปรับตัวลดลงต่อ หรือ อย่างน้อยก็แกว่งตัว Sideways
- ในส่วน Time Frame H4 และ H1 สัญญาณจากทั้ง RSI, Stochastic และ MACD ต่างสะท้อนภาพไม่ต่างกับ Time Frame รายวัน โดยราคาทองคำอาจแกว่งตัว Sideways มีโซน 2,920-2,930 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นแนวต้าน ขณะที่โซน 2,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อาจเป็นโซนแนวรับแรกในระยะสั้นได้
- โดยรวม เราประเมินว่า ราคาทองคำยังคงอยู่ในช่วงการปรับฐาน (Correction) และอาจแกว่งตัวในกรอบ Sideways จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม ซึ่งราคาทองคำอาจกลับมาเป็นแนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง หากราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นเหนือโซน 2,925 ดอลลาร์ต่อออนซ์
