ปีหน้า ดอกเบี้ย ลงช้า และ ลงน้อย

เผยแพร่ 27/11/2024 09:38

แม้FED MINIUTE จะส่งสัญญาณดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ในทิศทางลง แต่ หากพิจารณาไปที่ความเชื่อของตลาดสะท้อนผ่าน FEDWATCH TOOL พบว่า หลังจากการปรับลดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นในการประชุมเดือน ธ.ค.67 ในอัตรา 0.25%แล้วถูกคาดหมายว่าดอกเบี้ยน่าจะทรงตัวไปอีกระยะหนึ่ง โดยจะเริ่มปรับตัวลดลงอีกครั้งช่วงกลางปี 2568 สำหรับทิศทางดอกเบี้ย นโยบายของบ้านเรา ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าวมีโอกาสที่จะเห็นการ ปรับลดอกเบี้ยในปี 2568 ลดลง โดยเบื้องต้นคาดว่าจะเห็นการคง ดอกเบี้ยที่ 2.25%ไปไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งภาวะดังกล่าวถือว่ามีน้ำหนัก ในทางลบต่อตลาดหุ้น ส่วนตัวเลขการส่งออกเดือน ต.ค.67 ออกมาสูง กว่าคาดมาก แต่ดูเหมือนตลาดไม่ตอบสนองเชิงบวก ซึ่งอาจเป็นเพราะ กังวลภาพของ TRADE WAR ในอนาคต ขณะที่เศรษฐกิจบ้านเราพึ่งพา ภาคการส่งออกในระดับที่สูงมาก ยังไม่เห็นปัจจัยพื้นฐานใหม่ๆ ที่จะผลักดัน SET INDEX ให้ขยับขึ้น ขณะที่ มูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นก็เบาบาง วันนี้ประเมินกรอบ 1434 –1445 จุด TOP PICK เลือก BDMS, PLANB และ SJWD

FED MINUTES ส่งสัญญาณ HAWKISH มากขึ้น แต่มีโอกาส ลดดอกเบี้ย 0.25%เดือน ธ.ค.67 วานนี้รายงาน FOMC FED MINUTES เผยเจ้าหน้าที่ FED ยังสนับสนุนการปรับลด ดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป มั่นใจเงินเฟ้อชะลอ ท่ามกลางตลาดแรงงานแข็งแกร่ง และ ทำให้DOT PLOT คาดดอกเบี้ยปี2567 อยู่ที่ 4.5% (ลดดอกเบี้ย 1 ครั้ง 0.25%)ซึ่ง สอดคล้องกับถ้อยแถลงของประธาน FED อย่าง PAWELL ที่กล่าวในช่วงต้น พ.ย.67 รวมถึงประธาน FED สาขาต่างๆ ที่กล่าวหลังจากนั้น บวกกับหลังทรัมป์เป็น ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งเสริมนโยบายตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้า อาจหนุนให้อัตราเงินเฟ้อทั้ง CPI PCE ปรับตัวสูงขึ้นได้ในอนาคต ซึ่งคืนนี้ติดตาม ตัวเลข PCE เดือน ต.ค.67 ที่ตลาดคาด +2.3%YOY (ซึ่งสูงกว่าเดือนก่อนหน้า +2.1%YOY) ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา จึงเห็นว่าประธาน FED ในสาขาต่างๆ เริ่มมี มุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย HAWKISH มากขึ้น เมื่อเทียบกับเดือนก่อน

ส่วนดอกเบี้ยสหรัฐฯ อ้างอิงผ่าน FED WATCH TOOL คาดโอกาสที่ FED จะปรับลด ดอกเบี้ยในรอบเดือน ธ.ค.67 อยู่ที่ 63% (2 สัปดาห์ก่อนคาด 83%) ขณะที่ความน่าจะ เป็นในการคงดอกเบี้ยอยู่ที่37%

อย่างไรก็ตาม การปรับลดดอกเบี้ยของ FED ในช่วงที่เหลือของปี จึงทำให้เงินบาทมี โอกาสเริ่มชะลอการอ่อนค่า ซึ่งตามกลไลจะหนุนให้ FLOW ต่างชาติมีโอกาสชะลอการ ไหลออก จากบ้านเราอยู่บ้าง จึงน่าจะหนุนให้ SET INDEX ทรงตัวในกรอบแคบ และมี โอกาสดีดตัวขึ้นในวันนี้ กรอบวันนี้ 1434-1445/1448 จุด

ส่งออกไทยยังดีใจได้ไม่เต็มที่ จากความเสี่ยง TRADE WAR รออยู่ วานนี้กระทรวงพาณิชย์ เผย ตัวเลขส่งออกไทยเดือน ต.ค. 67 พุ่ง 14.6%YOY เกิน คาด และทำจุดสูงสุดในรอบ 19 เดือน หนุนให้ 10M67 ขยายตัว 4.9% ส่วนการนำเข้า ขยายตัว 6.6% โดยภาพรวมไทยยังคงขาดดุลการค้าที่ 6,751 ล้านดอลลาร์

สำหรับสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ขยายตัวเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรม ส่วนกลุ่ม สินค้าส่งออกที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และขยายตัวได้ดี ทั้ง MOM และ YOY ได้แก่ ทูน่ากระป๋อง (TU), ยางพารา (STA, NER), ไก่สดแช่เย็นแช่ แข็ง (CPF, TFG, GFPT), เม็ดพลาสติก (IVL) ฯลฯ

มาตราการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนชุดใหญ่ในช่วงปลาย ก.ย. 67 หนุนให้ภาคการค้าโลก มีแนวโน้มดีขึ้น และเป็นบวกต่อการส่งออกไทย อย่างไรก็ตามในระยะข้างหน้า ยังเต็มไป ด้วยความเสี่ยงสงครามการค้า (TRADE WAR) ที่รออยู่ หลัง TRUMP ประกาศจะ เดินหน้านโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนนาดา-แมกซิโก 25% และจีน 10% ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งใน 20 ม.ค. 68

ขณะที่ผลกระทบจาก TRADE WAR ในยุค TRUMP1.0 ช่วงปี 2561 กดดันการค้า ระหว่างประเทศชัดเจน

• อัตราการเติบโตของยอดส่งออก (X) และนำเข้า (M) ของโลกเฉลี่ยปี 2561 ขยายตัว 3.1% และ 3.7% ตามลำดับ ชะลอลงเมื่อ เทียบกับปี 2560 ขยายตัว 4.3% และ 5.3%

• อัตราการเติบโตยอดส่งออก (X) และนำเข้า (M) ของโลกเฉลี่ยปี 1Q62 ขยายตัวพียง 0.5% และ 0.2% ตามลำดับ

ส่วนภาคการส่งออกบ้านเรา อาจไม่ได้เติบโตมากนักและมีโอกาสชะลอตัวลงได้ หาก เกิด TRADE WAR ระหว่างสหรัฐฯ-จีน เฉกเช่นในอดีต โดยช่วงนั้นตัวเลขภาคส่งออก และบริการของไทย ลดลงอย่างชัดเจนในแง่ %YOY ซึ่งหากเปรียบเทียบมูลค่าส่งออก ต่อ GDP ในกลุ่มประเทศเอเชีย พบว่า “ไทย” พึ่งพาการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 69% ต่อ GDP (ข้อมูลปี 2023) ซึ่งสูงสุดในภูมิภาค จึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อาจ กดดันให้ GDP GROWTH ปี 2568 ของไทยไม่ได้เติบโตแรงมากนัก

ขณะที่ SET INDEX ในช่วงที่เกิดสงครามการค้าก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

สรุป แม้ส่งออกไทยในเดือน ต.ค. 67 จะขยายตัวเด่น สูงสุดในรอบ 19 เดือน แต่ในระยะ ข้างหน้า ยังมีความเสี่ยงสงครามการค้ารออยู่ หลัง TRUMP ประกาศจะเดินหน้า นโยบายปรับขึ้นภาษีนำเข้า ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่งใน 20 ม.ค. 68

TRUMP TRADE กดดัน FUND FLOW ไหลออกตลาดหุ้นเอเชีย กลับสหรัฐ นับตั้งแต่เดือน ต.ค. - พ.ย. 67 (เกือบ 2 เดือน) กระแสความนิยมของ TRUMP เร่ง ขึ้นมาสูงกว่า HARRIS ทั้งจากผลโพล และเว็บพนันถูกกฎหมาย ว่ามีโอกาสได้เป็น ปธน. สหรัฐ คนที่ 47 ต่อมาก็ได้รับเลือกจริงๆ และยังส่งสัญญาณว่าจะเริ่มต้นขึ้นภาษี เพิ่มเติม ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งวันแรก กดดัน FUND FLOW ต่างชาติไหลออกตลาดหุ้นไนเอเชียหนักทุกแห่ง (ตั้งแต่เดือน ต.ค. - พ.ย. 67) นำโดย ตลาดหุ้นอินเดียถูกขายสุทธิ -1.23 หมื่นล้านเหรียญ, เกาหลี ใต้ -5.3 พันล้านบาท, ไต้หวัน -4.8 พันล้านบาท, อินโดนีเซีย -1.6 พันล้านเหรียญ, ไทย -1.2 พันล้านเหรียญ, เวียดนาม -891 ล้านเหรียญ, ฟิลิปปินส์ -277 ล้านเหรียญ

ทำให้ตลาดหุ้นในเอเชียลงหนัก อาทิ ตลาดหุ้นฮองกง – 9.3%, ฟิลิปปินส์ -6.4%, อินเดีย -5.1%, อินโดนีเซีย -3.7%, เวียดนาม -3.6%, เกาหลีใต้ -2.8%, ไทย -0.7% แต่เม็ดเงินหมุมกลับไปตลาดหุ้นสหรัฐ (NASDAQ) จน +5.4%

ประเด็นดังกล่าวยังกดดันให้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะผันผวนไปด้วย กลยุทธ์การ ลงทุนเน้นหุ้น TRUMP TRADE อย่าง WHA, AMATA, SJWD, RCL หุ้น DOMESTIC พื้นฐานดี PLANB, CK, MASTER, BEM, CRC, INTUCH

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย