ราคา Bitcoin วันนี้: พุ่งขึ้นเหนือ $78k หลังการเทขายในช่วงสุดสัปดาห์; ความกังวลเกี่ยวกับ Fed ยังคงอยู่
นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่อเนื่องมา 9 วัน รวม 1.67 หมื่นล้านบาท ซึ่งเรามองว่าเป็นการตอบสนองต่อภาพการปรับลด ดอกเบี้ยของ FED ที่คาดว่าจะลดในอัตรา 0.25% จากเดิมที่คาดว่าจะลด 0.5% ในการประชุมเดือน พ.ย.67 อีกส่วนหนึ่งเกิดจากการไหลเข้าตลาด จีนตอบสนองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ อย่างไรก็ตามเรายัง มองว่าด้วยจุดเด่นเรื่อง เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตโดด เด่น และ VALUATION ที่ไม่แพง น่าจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินกลับมาได้ ทั้งนี้ในช่วงที่รอการกลับมาของ FUND FLOW นักลงทุนสถาบันใน ประเทศที่มีเงินเข้ามาจาก วายุภักษ์+THAILAND ESG FUND ก็ทำหน้าที่ พยุง SET INDEX ได้เป็นอย่างดี ทำให้DOWNSIDE จำกัด ในเชิงกลยุทธ์ ยังเห็นว่าสามารถสะสมหุ้นได้ โดยเน้นหุ้นที่ ESG RATING สูง เป็นหลัก ในระยะสั้นเชื่อว่า SET INDEX ยังอาจจะผันผวนได้อยู่ แต่น่าจะมี DOWNSIDE จำกัด วันนี้ประเมินกรอบการเคลื่อนไหว 1440 –1457 จุด หุ้น TOP PICK วันนี้เลือก AP, MTC และTASCO
น้ำมันเริ่มแพง เสี่ยงกระตุ้นเงินเฟ้อวิ่งขึ้นแรงตาม ความตึงเครียดในตะวันออกกลางน่าเป็นห่วงมากขึ้น นับตั้งแต่อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธ โจมตีอิสราเอลเมื่อ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยทั่วโลกต่างเฝ้าจับตาความเสี่ยงสถานการณ์ บานปลาย หากอิสราเอลโจมตีกลับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานอิหร่าน และเกิดการ ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ความกังวลดังกล่าวได้ส่งผ่านไปยังราคาน้ำมันขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยราคา น้ำมันดิบ WTI วานนี้วิ่งขึ้นยืนเหนือ 77 เหรียญฯ/บาเรล แล้ว และเฉลี่ยทั้งเดือน ต.ค. 67 อยู่ที่ 73.7 เหรียญฯ/บาเรล หรือปรับตัวเพิ่มขึ้น +13.5%MTD
ื่อพิจาณาองค์ประกอบเงินเฟ้อสหรัฐฯ มีสัดส่วนพลังงานราว 7.2% โดยจากข้อมูล ในอดีต ช่วงที่ราคาน้ำมันชะลอตัวลง มักจะกดดันให้เงินเฟ้อทยอยปรับตัวลดลง ตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน ช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น จะหนุนให้เงินเฟ้อขยับขึ้น เช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดในปี 2022 ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันวิ่งทะลุ 100 เหรียญฯ/บาเรล จนเงินเฟ้อขึ้นไปทำจุดสูงสุด +9%YOY ทำให้ FED จำเป็นต้อง ดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด เร่งขึ้นดอกเบี้ย เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
สรุป หากสงครามมีความยืดเยื้อ และรุนแรงมากขึ้น อาจหนุนให้ราคาน้ำมันดิบทยอย ปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ และหนุนให้อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับเสี่ยงส่งผลกระทบต่อการเดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายได้ ซึ่งอาจหนุนให้ DOLLAR INDEX แข็งค่าขึ้น และกดดันค่าเงินบาทให้อ่อนค่าตามกลไก
เงินเฟ้อไทยเพิ่ม 0.61%แต่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย
กระทรวงพาณิชย์รายงานเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน ก.ย. 67 +0.61%YOY (ต่ำกว่า คาด 0.8%) โดยราคาสินค้าที่ปรับตัวลดลง อาทิ น้ำมัน สินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้ เงินเฟ้อไทย 9 เดือนแรก 0.2%AOA ส่วน CORE CPI ล่าสุด +0.77%YOY ตามคาด โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ 0.62% ส่งผลให้เฟ้อพื้นฐานไทยใน 9M67 ขยายตัวเพียง 0.48%AOA ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์เงินเฟ้อไทย 4Q67 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นจาก 3Q67 โดยมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบโลกอาจขยับขึ้น บวกกับผลกระทบน้ำท่วม (สินค้าเกษตร & อุปกรณ์ทำความสะอาดบ้านและครัวเรือน เสี่ยงราคาขึ้น) และยังเป็น ช่วง HIGH SEASON ท่องเที่ยว ด้านกระทรวงพาณิชย์ประเมินเงินเฟ้อปีนี้ไว้ที่ 0.5% ส่วนของฝ่ายวิจัย ASPS ประเมินว่า แม้บ้านเราจะมีโครงการแจกเงิน 10,000 บาท เข้า มาช่วยผลักการใช้จ่ายปลายปี แต่เงินเฟ้อไทยยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมายรัฐบาลที่ 1- 3% สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการใช้ทั้งนโยบายการเงิน ผ่อนคลาย อย่างการลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ เนื่องจากวัฏจักร ดอกเบี้ยโลกมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ ท่ามกลางทิศทางเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเป็นไป ตามคาดการณ์ของธนาคารกลางต่างๆ นำโดยการปรับลดดอกเบี้ยของ ECB - 0.5% (2 ครั้ง) BOE -0.25% (1 ครั้ง) และ FED -0.5% (1 ครั้ง) นอกจากนี้กลุ่ม TIP ทั้งอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ต่างเริ่มปรับลดดอกเบี้ย 0.25% (1 ครั้ง)
สรุป เงินเฟ้อไทยเพิ่ม 0.61% แต่ยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย ธปท. หนุนให้หลายฝ่าย คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยสัก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี อย่างไรก็ตามในเชิงกลยุทธ์ แนะนำหุ้นรับแรงคาดหวังมาตรการกระตุ้นการคลัง BJC CAPLL CPAXT CRC CBG AOT (BK:AOT) CENTEL มาตรการกระตุ้นการเงิน MTC SAWAD AP SPALI SC เป็น ต้น
ค่าเงินบาทอ่อนค่าแรง แต่SET ไม่ลง ใครพยุงไว้ สภาวะปกติของตลาดหุ้นไทย CORRELATION ระหว่าง FLOW ต่างชาติ กับค่าเงิน บาท มีทิศทางสวนกันเสมอ โดยหากใช้ข้อมูลตั้งแต่ต้นปี 2023-ปัจจุบัน มีค่า CORRELATION -0.50
ึ่งสอดคล้องกับสภาวะล่าสุดที่ตั้งแต่ต้นเดือน MTD ต่างชาติขายสุทธิ หุ้นไทย 1.1 หมื่นล้านบาท และ ขายสุทธิตราสารหนี้ไทย 1.9 หมื่นล้านบาท กดดันค่าเงินบาทอ่อน ค่าแรง 3.8%MTD อย่างไรก็ตาม SET ปรับตัวลงเพียง 0.3% เท่านั้น เนื่องจากมีแรง พยุงจากฝั่งสถาบัน 1.5 หมื่นล้านบาท(วายุภักษ์เริ่มซื้อหุ้นไทยตั้งแต่ 1 ต.ค.67) และมี มาตการดูแลจากทางตลาดหลักทรัพธ์ที่เข้มข้นขึ้น(รายละเอียดเพิ่มเติมในบท วิเคราะห์ MARKET TALK วานนี้)
ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ จึงขอแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้ 1. หุ้นในวายุภักษ์ ที่มี ESG RATING A ขึ้นไป และราคาหุ้นสวนทาง SET กล่าวคือ MTD ปรับตัวลง > -2% ขณะที่ SET -0.3% เท่านั้น อาทิ TTB, IVL CENTEL, OR, AWC, BGRIM, LH, OSP, KKP 2. หุ้นได้ประโยชน์บาทอ่อนค่า อาทิ HANA, DELTA, KCE, TU, ITC, CPF, GPFT, STA, NER, STGT, SCC AOT, AAV, MINT, CENTEL, ERW ,BH, BDMS, PR9, BCH
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities
