สัญญาณซื้อขายหุ้นประจำสัปดาห์
26 วันทำการที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นบ้านเราทุก วัน โดยมียอดขายสุทธิสะสม 4.9 หมื่นล้านบาท สถิติจำนวนวันการขาย ต่อเนื่องดังกล่าว เทียบเท่ากับช่วงที่เกิด HAMBURGER CRISIS ในปี 2008 และเป็นรองเพียงปี 1994 ก่อนเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ซึ่งต่างชาติขาย สุทธิต่อเนื่อง 27 วัน ภาวะการขายดังกล่าวถือเป็นแรงกดดันหลักของ SET INDEX อย่างไรก็ตามเรายังมีความคาดหวังเชิงบวกต่อทิศทางของ ตลาดในช่วง 2H67 เนื่องจากเห็นแรงหนุนจากหลายกลไกเข้ามาทำงาน พร้อมกัน เริ่มจากภาพเศรษฐกิจไทยที่เชื่อว่าจะฟื้นตัวเป็นขั้นบันได การ เริ่มบังคับใช้กฎเกณฑ์ใหม่ๆ ของ SET เช่น UPTRICK RULE , การดูแล PROGRAM TRADING ฯลฯ และที่สำคัญคือการเกิดขึ้นของกองทุนที่จะ เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งTESG และ วายุภักษ์ มองเห็นหลายกลไกที่น่าจะช่วยขับเคลื่อน SET INDEX ในช่วง 2H67 เทียบกับช่วง 1H67 ที่ขาดปัจจัยหนุน วันนี้คาดกรอบ 1305 – 1317 จุด หุ้น TOP PICK เลือก ADVANC, BDMS และ CPN
เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง ยังมีความหวังจากหลายปัจจัยบวก ภาพรวมเศรษฐกิจบ้านเราในช่วงปีที่ผ่านมา ถือว่าขยายตัวในระดับที่ค่อนข้างต่ำ โดย GDP ไทยงวด 1Q67 ออกมา +1.5%YOY เท่านั้น (GDP ไทยโตต่ำสุดใน ASEAN) อย่างไรก็ตามระยะถัดไปคาดหวังเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบขั้นบันได โดยBLOOMBERG คาดการณ์ GDP GROWTH ใน 2Q67 +2.1%YOY, 3Q67 +2.6%YOY, 4Q67 +3.8%YOY ขณะที่ตลอดปี 2567 สำนักเศรษฐกิจต่างๆ ที่คาด GDP GROWTH บ้านเราอาจเติบโตราว 2.4%YOY -2.7%YOY
สำหรับสาเหตุหลักมาจากบทบาทของนโยบายการคลัง ที่ทยอยเดินหน้าที่เป็นตัว ขับเคลื่อน GDP GROWTH ไทย ซึ่งเชื่อว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้นในช่วง 2Q67-4Q67 ขณะที่เป้าหมายการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยของภาครัฐฯ ส่วนใหญ่จะเน้น ไปที่3 เรื่อง หลักๆ ดังนี้
1. การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ผ่านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2567 วงเงิน 3.60 ล้านล้านบาท เฉพาะอย่างยิ่งด้านการลงทุน และเห็นความต่อเนื่องของการใช้ จ่ายงบประมาณปี 2568 วงเงิน 3.75 ล้านล้านบาท
2. การบริโภคภาคครัวเรือน (C) ตั้งแต่รัฐบาลเตรียมปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท/วัน(เริ่ม 1 ต.ค.67) และการมีโครงการ DIGITAL WALLET 10,000 บาท/คน ที่จะเริ่มใช้ได้ในช่วงไตรมาส 4 อีกทั้งภาครัฐยังมีมาตรการส่งเสริม ภาคท่องเที่ยวต่อเนื่อง
3. การลงทุนเอกชน (I) ยังมีแนวโน้มเติบโตเด่น หลังต่างชาติที่ได้รับการส่งเสริม ลงทุน มีเม็ดเงินเข้ามาลงทุนในไทยช่วง 5M67 ทะลุ 7.1 หมื่นล้านบาท และ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 58%YOY
ส่วนในมุมของตลาดการเงินช่วงครึ่งปีหลัง ยังมีแรงบวกจากหลายๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะ เป็นมาตรการสร้างความเชื่อมั่นของ SET เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งการควบคุม SHORT SELL, UPTICK RULE ทุกบริษัท (การประกาศใช้กฎในวันที่ 1 ก.ค.67), DPB (DYNAMIC PRICE BAND) รวมไปถึงการออกกองทุน TESG และกองทุน วายุภักษ์ 3 ซึ่งน่าจะเห็นเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ช่วยดัน SET INDEX ขยับขึ้นได้อีกครั้ง สรุป ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ ยังมีความหวังแรงบวกจากหลายๆ ภาคส่วน ตั้งแต่ เศรษฐกิจไทยเติบโตแบบขั้นบันได มาตราการเรียกความเชื่อมั่นตลาดทุน และรอคอย เม็ดเงินไหลเข้าระบบจากกองทุน TESG และ กองทุนวายุภักษ์
การลดดอกเบี้ยในไทย อาจไม่เกิดขึ้นในปีนี้ หนุนค่าเงินบาทมี เสถียรภาพมากขึ้น
หลังอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือน พ.ค. +1.54%YOY (สูงกว่าคาด 1.2%) ขยายตัว ต่อเนื่องจากเดือนก่อนที่ +0.19%MOM ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงมีแน้วโน้ม ปรับตัวลดต่อเนื่อง จนล่าสุดอยู่ที่ 0.96% (ดอกเบี้ย 2.5% - เงินเฟ้อ 1.54%) ซึ่งอยู่ใน ระดับต่ำกว่าหลายๆ ประเทศ อาทิ อังกฤษ 3.25% , สหรัฐฯ 2.20%, ยุโรป 1.65% เป็นต้น ซึ่งประเด็นดังกล่าว อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ FUND FLOW ชะลอการไหลออก ได้ และหนุนให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้นในอนาคต
ขณะที่ระยะถัดไป BLOOMBERG คาดการณ์เงินเฟ้อไทยใน 2Q67 จะขยับขึ้นเป็น +0.6%YOY และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นใน 3Q67-4Q67 ที่ระดับ 1.1%YOY – 2.0%YOY ประเด็นดังกล่าว สอดคล้องกับมุมของของ ธปท.ที่คาดกรอบเงินเฟ้อไทยในปีนี้จะอยู่ ในช่วง 1%YOY -3%YOY ซึ่ง กนง.มองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 2.5% อยู่ในระดับ ที่สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจเข้าสู่ศักยภาพและเงินเฟ้อที่ปรับดีขึ้น รวมทั้งเอื้อต่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงินในระยะยาวแล้ว ทำให้เราอาจไม่ เห็นการลดดอกเบี้ยของ กนง. ในปีน
สรุป หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีขึ้นทั้ง GDP GROWTH และ CPI จึงทำให้ กนง.ยังไม่ส่งสัญญาณ DOVISH ในปีนี้ ประเด็นดังกล่าว จึงทำให้ค่าเงินบาทมีโอกาส แข็งค่าระยะถัดไป และลุ้น FLOW ต่างชาติไม่ไหลออกจากบ้านเราไปมากกว่านี้
ต่างชาติขายหุ้นติดต่อกันนาน 26 วันทำการ นานสุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ ตลอดช่วง 1 เดือนกว่าๆ (21 พ.ค. – 27 มิ.ย. 67) หรือราว 26 วันทำการ ต่างชาติขาย สุทธิหุ้นไทยติดต่อกันทุกวัน และเป็นการขายสุทธิติดต่อกันนานสุดเป็นอันดับ 2 ใน ประวัติศาสตร์ ด้วยมูลค่ารวมเกือบ 5 หมื่นล้านบาท กด SET INDEX ปรับตัวลงมา - 5%
สะท้อนได้จาก ข้อมูลที่ฝ่ายวิจัยฯ ทำการศึกษา FUND FLOW ย้อนหลังทั้งหมดที่ทาง ตลาดหลักทรัพย์เปิดเผยข้อมูลตั้งแต่ปี 2535 ถึงปัจจุบัน โดยการหาช่วงเวลาและ เหตุการณ์ต่างๆ ที่ต่างชาติขายสุทธิติดต่อกันนานสุด 10 อันดับแรก พบว่า อันดับที่ 1 คือ ที่ต่างชาติขายสุทธิติดต่อกันสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คือ 27 วันทำการ เกิดขึ้น ในช่วงปี 2537 เป็นช่วงก่อนเกิดวิฤตต้มยำกุ้ง ต่างชาติขายสุทธิไป 2.3 หมื่นล้านบาท และอันดับอื่นๆ จะสังเกตได้ว่าเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทยได้เผชิญกับวิกฤตต่างๆ เช่น ช่วง วิกฤตซับไพร์ม, วิกฤตดอทคอม, สงครามการค้าจีน สหรัฐ, ช่วงพฤษภาทมิฬ และ วิกฤตโควิด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม VALUATION อยู่ในระดับที่น่าสนใจมาก ณ SET INDEX ที่ 1300 จุด มี P/E67F ที่ต่ำเพียง 14.2 เท่า (ต่ำกว่า -1SD), PBV 1.22 เท่า (ต่ำกว่า -2SD) และ DIVIDEND YIELD สูงถึง 3.5% (สูงกว่า+1SD) บวกกับความคืบหน้าการเดินหน้า กระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ, รอรับเม็ดเงินจากกองทุน THAIESG ใหม่เข้ามาหนุน และเริ่มเพิ่มเสถียรภาพจากตลาดหลักทรัพย์ อย่าง UPTICK คาดจะช่วยหนุนให้ดัชนี ค่อยๆ ทยอยฟื้น รวมถึงต่างชาติอาจจะค่อยๆ ขายสุทธิเบาลงได้
บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities








