เปิดแอป

เดินทางเข้าใกล้จุด สะสมหุ้นอีกรอบหนึ่ง 

ในบทความนี้:

ตลอดเดือน ก.พ.66 SET Index ถูกกดดันจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ โดยมี ยอดขายสุทธิรวมสูงถึง 4.3 หมื่นล้านบาท แรงกดดันหลักมาจาก ตัวเลขผล ประกอบการ 4Q65 ของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาต่ำกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ และตัวเลขเศรษฐกิจบ้านเราที่ส่งสัญญาณเชิงลบ ไม่ว่าจะเป็น GDP งวด 4Q65 ตัวเลขดุลการค้า และ ดุลบัญชีเดินสะพัดงวด ม.ค. 66 อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่าการ ปรับลดลงของ SET Index ได้ดำเนินมาจนเข้าใกล้จุดที่น่าจะเข้าไปสะสมหุ้นได้อีก ครั้ง เนื่องจากเราเห็นว่า Downside เริ่มจำกัด โดยหลังจากกที่นักวิเคราะห์ASPS ได้ทำการปรับปรุงประมาณการกำไรปี 2566 พบว่าตัวเลข EPS ลงมาอยู่ที่ 91.8 บาท/หุ้น ซึ่งหากคำนวนเป้าหมาย SET Index โดยใช้Market Earning Yield Gap พบว่าจะได้ระดับเป้าหมายที่บริเวณ 1610 จุด

แม้การปรับขึ้นไปของ SET Index ดูจะยังยาก แต่การที่ลงมาใกล้บริเวณ 1610 อาจเป็นจุดที่เริ่มทยอยสะสมหุ้น วันนี้ประเมินกรอบ SET Index ช่วง 1610 – 1635 จุด หุ้น Top Pick เลือก ADVANC, CRC และ STEC

เดือน มี.ค. ติดตามการรับมือเงินเฟ้อของธนาคารกลาง

อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงตามราคาพลังงาน แต่ทั้งนี้ในบางประเทศก็ยังทรง ตัวในระดับสูงเกินกว่ากรอบเป้าหมายค่อนข้างมาก ทำให้เห็นการดำเนินนโยบายการเงิน ของธนาคารกลางแต่ละแห่งแตกต่างกัน ดังนี้

• Fed มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น หลังอัตราเงินเฟ้อ สหรัฐมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ อย่างไรตามเงินเฟ้อในเดือน ม.ค.66 อยู่ที่ +6.4%YoY สูงกว่าที่คาด (6.2%) และ +0.5%MoM ซึ่งถือเป็นตัวส่งสัญญาณว่า การลดลงของเงินเฟ้อเริ่มอยู่ในอัตราที่ช้าลง ภาวะดังกล่าวทำให้ถูกคาดหมายว่า เพดานการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed อาจขยับสูงขึ้นมาอยู่ที่ 0.5 – 0.75% และจะ คงอยู่ในระดับ 5.5% ตั้งแต่เดือน มิ.ย. ไปจนถึงปลายปี 2566 ขณะที่ผลการสำรวจ ล่าสุดของ Fed Watch Tool เผยว่ามีโอกาสราว 76% ที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% มาอยู่ที่ 5.0% ในการประชุมครั้งถัดไป (23 มี.ค.)

• ECB ยังคงดำเนินนโยบายการเงินที่เข้ามงวดต่อไป แม้อัตราเงินเฟ้อจะปรับตัว ลดลงตามราคาพลังงาน แต่ก็ยังถือว่าทรงตัวในระดับสูง โดยเดือน ม.ค.66 อยู่ที่ +8.6%YoY สูงกว่าที่คาด (9.0%) และ -0.2%MoM ซึ่งค่อนข้างห่างไกลกับกรอบ เงินเฟ้อเป้าหมายค่อนข้างมากที่ระดับ 2% ขณะที่ Bloomberg Consensus ประเมินเพดานการขึ้นดอกเบี้ยปลายปีของยุโรปจะอยู่ที่ 4.5%-4.75% ส่วนการ ประชุมในวันที่ 16 มี.ค. คาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.50% มาอยู่ที่ 3.5%

• BOT พร้อมจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งล่าสุด สศช. เผย GDP ไทยในปี 2565 ขยายตัวเพียง +2.6%YoY โดยในงวด 4Q65 พบว่า -1.5QoQ ซึ่งหากติด ลบอีก 1 ไตรมาสจะเข้าสู่ภาวะ Technical Recession สถานะดังกล่าวจะมีผลต่อ การพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของกนง. ในครั้งถัดๆ ไป โดยฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยปลายปีจะอยู่ระหว่าง 1.75%-2.00% เท่านั้น ส่วนการ ประชุมในวันที่ 29 มี.ค. มีโอกาสที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.5% - 1.75%

สรุป Fed มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ส่วน ECB มีโอกาส ดำเนินนโยบายการเงินที่เข้ามงวดต่อไป ขณะที่บ้านเรา ธปท. อาจปรับเปลี่ยนนโยบาย การเงินให้สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตามแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้ยจากนี้ ยังคงต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อที่ หลายประเทศจะทยอยประกาศตั้งแต่ช่วงต้นเดือนไปจนถึงกลางเดือน มี.ค. ก่อนการ ประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางในช่วงปลายเดือน โดยมี Timeline

แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดผิดคาด แต่พร้อมรับสิ่งดีๆ เข้ามาในอนาคต

ธปท. เผยภาพรวมเศรษฐกิจไทยเดือน ม.ค.66 ดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ตามอุปสงค์ ภายในประเทศที่ฟื้นตัวขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา (ช้อปดีมีคืน) ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเดือน ม.ค.66 อยู่ที่ 2.14 ล้านคน (เพิ่มขึ้นกว่า 1600%YoY)

ส่วนดุลบัญชีเดินสะพัด -2000 ล้านเหรียญฯ(ตลาดคาด +1200 ล้านเหรียญฯ) จาก ดุลการค้าที่ -2670 ล้านเหรียญฯ จากการส่งออกที่หดตัวไปกว่า -3.4%YoY สวนทางกับ การนำเข้าที่ขยายตัว +9.1%YoY ขณะที่ดุลบริการฯ พลิกกลับมาเป็นบวกมาอยู่ที่ 668 ล้านเหรียญฯ ประเด็นดุลบัญชีเดินสะพัด ที่ออกมาผิดคาด ถือเป็นปัจจัยกดดันหลักของ ตลาดหุ้นไทยวานนี้ให้ปิดลบ 5 จุด และค่าเงินบาทอ่อนค่าขึ้นไป 2% ภายในวันเดียว มา อยู่ที่ 35.19 บาท/เหรียญ (อ่อนค่าสุดในรอบ 3 เดือน)

ซึ่งหากพิจารณาเชิงลึกแล้ว จะเห็นได้ว่า การส่งออกที่หดตัว 3.4%YoY (เป็นการหดตัวที่ น้อยกว่าเดือนก่อนหน้าที่หดตัว 12.90%YoY) และการนำเข้าที่ขยายตัว 9.10%YoY โดย มาจากกลุ่มสินค้าวัตถุดิบและสินค้าชั้นกลางเป็นหลัก อาทิ ชิ้นส่วนยานยนต์, เชื้อเพลิง, สินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็น ต้น ซึ่งเป็นสัญญานสะท้อนได้ว่าในระยะถัดไป สินค้าเหล่านี้จะถูกนำมาเตรียมไว้ผลิต เพื่อ รองรับ Demand ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ในอนาคต ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หนุนดุลบริการปรับตัวดีขึ้นเป็นขั้นบันได

สรุป ประเด็นดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกติดลบ 2 พันล้านเหรียญฯ ถือเป็นประเด็น Panic Sell ต่อ SET Index วานนี้ อย่างไรก็ตาม Outlook เศรษฐกิจไทย เตรียมดีขึ้นจาก Demand ที่มีแนวโน้มขยายตัวได้ในอนาคต หนุนให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยมีโอกาสดี ขึ้นตามลำดับ ดังนั้นกลยุทธ์เน้นหุ้นลกุ่มท่องเที่ยว และ Domestic Play เป็นหลัก ชอบ ADVANC CRC CPALL (BK:CPALL) AOT (BK:AOT) ERW MINT เป็นต้น

กำไร4Q65 แม้หักรายการพิเศษออก ก็ยังลดลง QOQ และ YOY

บริษัทรายงานงบ 4Q65 ของบริษัทจดทะเบียนไทยที่รายงานออกมา 538 บริษัท (คิดเป็น สัดส่วน Market Cap. 92%) อยู่ที่ 1.43 แสนล้านบาท ลดลง -35%QoQ และ -45%YoY ต่ำกว่าที่ Bloomberg Consensus คาดถึง 40% โดยฝ่ายวิจัยฯ ทำการแยกรายการพิเศษ ในงวด 4Q65 เฉพาะหุ้นที่ Coverage มีมูลค่า -6.1 หมื่นล้านบาท ออก จะได้กำไร ดำเนินงานเพิ่มขึ้นมาเป็น 2.03 แสนล้านบาท แต่ก็ยังลดลง -12%QoQ และ -26%YoY

จะสังเกตได้ว่า หุ้นที่กำไร 4Q65 ถูกกดดันจากรายการพิเศษ จนถึงปัจจุบัน บางส่วนราคา หุ้นส่วนยังย่อตัวอยู่ เกิดจากนักลงทุนอยู่ในช่วงตกใจกับกำไรสุทธิที่ออกมา และยังรอดู Outlook ที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 ดังนั้นทั้งกำไรสุทธิและกำไรจากการดำเนินงานงวด 4Q65 ยังถือว่าชะลอลง และยังไม่สามารถชดเชยส่วนต่างกำไรที่ Bloomberg Consensus คาดไว่ได้ส่งผลให้ Fund Flow ไหลออกและดัชนีปรับตัวขึ้นยากในช่วงนี้

ในมุม Valuation ในเบื้องต้นฝ่ายวิจัย ASPS ปรับลดประมาณการกำไรปี 2566 ลง จาก 1.27 ล้านล้านบาท เป็น 1.12 ล้านล้านบาท และ EPS66F ลดลงจาก 99.2 บาท/ หุ้น เหลือ 91.8 บาท/หุ้น เมื่อคูณกับ P/E 17.54 เท่า (ที่คำนวณจาก MEYG 4.2% ภายใต้ดอกเบี้ยนโยบาย 1.5%) ได้ดัชนีเป้าหมายอยู่ที่ 1610 จุด

กลยุทธ์การลงทุนภายใต้ Valuation ตึงๆ แนะนำถือเงินสดบางส่วน 10 – 30% และ ทยอยเพิ่มเงินในพอร์ตหาก SET ลงมาต่ำกว่า 1610 จุด ส่วนหุ้นเด่นในวันนี้แนะนำหุ้น Defensive ADVANC, หุ้นพื้นฐานที่ย่อตัวลงมาน่าสะสม STEC และหุ้นกำไร 4Q65 เด่น CRC เป็น Top pick ในวันน

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย