ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัว แต่ตลาดหุ้นยุโรปยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง

เผยแพร่ 15/09/2022 16:02

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (14 ก.ย.) โดยตลาดฟื้นตัวจากแรงช้อนซื้อหลังจากดัชนีดาวโจนส์ทรุดตัวลงกว่า 1,200 จุดในวันอังคาร นอกจากนี้ การชะลอตัวของดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐยังเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดปิดในแดนบวก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 31,135.09 จุด เพิ่มขึ้น 30.12 จุด หรือ + 0.10%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,946.01 จุด เพิ่มขึ้น 13.32 จุด หรือ +0.34% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 11,719.68 จุด เพิ่มขึ้น 86.10 จุด หรือ +0.74%

นักลงทุนช้อนซื้อหุ้นหลังจากกระหน่ำขายออกมาอย่างหนักในวันอังคาร นอกจากนี้ การชะลอตัวของดัชนี PPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ยังช่วยบรรเทาความวิตกกังวลเกี่ยวกับวิกฤตเงินเฟ้อในสหรัฐ หลังจากมีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่พุ่งขึ้นสูงกว่าคาดและส่งผลให้ตลาดเริ่มคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นดอกเบี้ยแรงถึง 1.00% ในการประชุมเดือนนี้

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนี PPI ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยลดลง 0.1% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวลง 0.4% ในเดือนก.ค.

หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มที่คำนวณในดัชนี S&P500 ปิดในแดนบวก นำโดยหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้นแข็งแกร่งสุด หลังจากราคาน้ำมัน WTI ดีดตัวขึ้นกว่า 1% ทั้งนี้ หุ้นฮัลลิเบอร์ตัน พุ่งขึ้น 4.29% หุ้นโคโนโคฟิลลิปส์ ทะยานขึ้น 4.79% หุ้นเชฟรอน พุ่งขึ้น 2.40% หุ้นเอ็กซอน โมบิล พุ่งขึ้น 2.49%

หุ้นสตาร์บัคส์ ทะยานขึ้น 5.53% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์ผลกำไรและยอดขายในระยะเวลา 3 ปี

หุ้นเทสลา พุ่งขึ้น 3.59% ขานรับข่าวประธานาธิบดีโจ ไบเดน ประกาศอัดฉีดงบประมาณ 900 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนการสร้างสถานีชาร์ตแบตเตอร์รี่รถไฟฟ้า

หุ้นกลุ่มบริษัทรถไฟร่วงลง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเหตุการณ์ประท้วงของคนงานสร้างทางรถไฟ แม้ว่านายมาร์ตี้ วอล์ช รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานของสหรัฐได้เจรจาต่อรองกับตัวแทนสหภาพแรงงานเพื่อหลีกเลี่ยงการปิดเส้นทางเดินรถไฟ ทั้งนี้ หุ้นยูเนียน แปซิฟิก ร่วงลง 3.74% หุ้นนอร์ฟอล์ค เซาเทิร์น ดิ่งลง 2.16% หุ้นซีเอสเอ็กซ์ คอร์ป ร่วงลง 1.05%

ข้อมูลจากสมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยของสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของสหรัฐได้พุ่งขึ้นเหนือระดับ 6% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 และเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยเพื่อการจำนองแบบคงที่ระยะเวลา 30 ปีได้เพิ่มขึ้น 0.07% สู่ระดับ 6.01% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยเพื่อการจำนองได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2565 โดยปรับตัวตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

สมาคมนายธนาคารเพื่อการจำนอง (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการจำนองลดลง 1.2% ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังการดีดตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

จำนวนผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการรีไฟแนนซ์ลดลง 4% ในสัปดาห์ที่แล้ว และดิ่งลง 83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ส่วนจำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นเพียง 0.2% ในสัปดาห์ที่แล้ว และลดลง 29% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยเพื่อการจำนองแบบคงที่ระยะเวลา 30 ปี สำหรับวงเงินกู้ไม่เกิน 647,200 ดอลลาร์ ดีดตัวขึ้นสู่ระดับ 6.01% จากระดับ 5.94% ในสัปดาห์ก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวพุ่งขึ้นเหนือระดับ 6% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2551 และเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ช่วงสิ้นสุดวิกฤตการเงินและภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยเพื่อการจำนองได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ต้นปี 2565 โดยปรับตัวตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นอัตราอ้างอิงสำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยลดลง 0.1% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวลง 0.4% ในเดือนก.ค.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI เพิ่มขึ้น 8.7% ในเดือนส.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนส.ค.2564 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.8% จากระดับ 9.8% ในเดือนก.ค.

การชะลอตัวของดัชนี PPI มีสาเหตุจากการดิ่งลงของราคาพลังงาน

ส่วนดัชนี PPI พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ค.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PPI พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 5.6% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2564 หลังจากดีดตัวขึ้น 5.8% ในเดือนก.ค.

นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมกำหนดนโยบายการเงินในเดือนนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) สูงกว่าคาด ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้เฟดเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

ทั้งนี้ ตัวเลขเงินเฟ้อดังกล่าวเป็นข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญตัวสุดท้าย ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 20-21 ก.ย.

ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 36% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย. และให้น้ำหนัก 64% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%

ก่อนหน้านี้ นักลงทุนไม่เคยให้น้ำหนักว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมเดือนก.ย. และเพิ่งเริ่มให้น้ำหนัก 18% เมื่อวานนี้ หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงเกินคาด

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากโนมูระคาดการณ์ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมนโยบายการเงินในสัปดาห์หน้า หลังสหรัฐเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินคาด

ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์จากโนมูระและสถาบันการเงินอื่นต่างคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมรอบนี้ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ติดต่อกัน หลังจากปรับขึ้น 0.75% ทั้งในเดือนมิ.ย.และก.ค.

ขณะเดียวกัน โนมูระคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ทั้งในเดือนพ.ย.และธ.ค. ก่อนที่จะปรับขึ้น 0.25% ในเดือนก.พ.2566

นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 36% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมครั้งนี้ และให้น้ำหนัก 64% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%

ก่อนหน้านี้ นักลงทุนไม่เคยให้น้ำหนักว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมเดือนก.ย. และเพิ่งเริ่มให้น้ำหนักเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนี CPI เดือนส.ค.พุ่งขึ้น 8.3% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1% โดยดัชนี CPI เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลดลงในวันพุธ (14 ก.ย.) หลังการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อของสหรัฐที่สูงเกินคาดในสัปดาห์นี้ตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมาก แต่การทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มน้ำมันและกลุ่มค้าปลีกได้ช่วยพยุงตลาด

ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 417.51 จุด ลดลง 3.62 จุด หรือ -0.86%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 6,222.41 จุด ลดลง 23.28 จุด หรือ -0.37%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 13,028.00 จุด ลดลง 160.95 จุด หรือ -1.22% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,277.30 จุด ลดลง 108.56 จุด หรือ -1.47%

การเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภคสหรัฐที่สูงเกินคาดในเดือนส.ค.สนับสนุนการคาดการณ์ที่ว่า เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% เป็นครั้งที่ 3 ในการประชุมวันพุธหน้า

ตลาดหุ้นยุโรปยังคงถูกกดดันจากข้อมูลดังกล่าว แม้ตลาดหุ้นสหรัฐฟื้นตัวขึ้นในวันพุธก็ตาม

ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาและส่งสัญญาณว่าจะปรับขึ้นอีกเพื่อต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อ

นายบรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศสเปิดเผยว่า รัฐบาลฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2566 แต่รัฐบาลยังคงเป้าหมายการลดยอดขาดดุลงบประมาณ

ทั้งนี้ รัฐบาลฝรั่งเศสคาดการณ์ว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศจะชะลอตัวลงสู่ระดับ 1% ในปี 2566 จากระดับของปี 2565 ซึ่งประมาณการไว้ที่ 2.5% โดยตัวเลขคาดการณ์ล่าสุดนี้ ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์เดิมที่ระดับ 1.4%

"เรายังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อเศรษฐกิจ แต่เราได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจในปีหน้าลงเล็กน้อยเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลง, วิกฤตพลังงาน และอุปสรรคต่าง ๆ ที่ประเทศคู่ค้าของเรากำลังเผชิญอยู่" นายเลอ แมร์กล่าว

แม้ว่ารัฐบาลฝรั่งเศสปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลยังคงเป้าหมายการปรับลดยอดขาดดุลงบประมาณลงสู่ระดับต่ำกว่า 3% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2570 จากปี 2565 ที่ประมาณการไว้ที่ 5%

ส่วนในปี 2566 รัฐบาลยังคงเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณที่ระดับ 5% ของตัวเลข GDP ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าจะรัฐบาลจะมีรายได้จากภาษีนิติบุคคลที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ นายเลอ แมร์ คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของฝรั่งเศสจะยังคงอยู่ในระดับสูงจนถึงเดือนก.พ.ปีหน้า

นายบรูโน เลอแมร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฝรั่งเศสระบุในวันนี้ (14 ก.ย.) ว่า เศรษฐกิจฝรั่งเศสจะไม่ประสบกับภาวะถดถอย แม้รัฐบาลได้ปรับลดคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจสำหรับปี 2566

ทั้งนี้ นายเลอแมร์ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ซีนิวส์ว่า รัฐบาลฝรั่งเศสได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 2565 เป็น 2.7% จากเดิมที่ 2.5%

"ฝรั่งเศสจะไม่เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย เนื่องจากเศรษฐกิจปี 2565 อยู่ในเกณฑ์ดี โดยเราได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้สู่ 2.7% จาก 2.5%" นายเลอแมร์กล่าว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลฝรั่งเศสได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจสำหรับปี 2566 ในวันอังคาร (13 ก.ย.) สู่ระดับ 1% จากการประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 1.4%

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลวางแผนที่จะปล่อยให้ราคาก๊าซและไฟฟ้าสำหรับภาคครัวเรือนปรับตัวสูงขึ้นในปี 2566 ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นหรือไม่ นายเลอแมร์เน้นย้ำว่า เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ภาคครัวเรือนต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นายเลอแมร์ไม่ได้ยืนยันว่า ราคาก๊าซอาจจะปรับตัวขึ้นสูงถึง 15% ตามที่มีการคาดการณ์ในสื่อต่างๆ

บริษัท อินดิเท็กซ์ (Inditex) เจ้าของซาร่า (Zara) แบรนด์เสื้อผ้าแฟชันเปิดเผยวันนี้ (14 ก.ย.) ว่า ผลกำไรในช่วง 6 เดือนจนถึงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา พุ่งขึ้น 41% และยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ใน 4 ส่งผลให้บริษัทอยู่ในสถานะที่มั่นคงก่อนเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งมีแนวโน้มว่าอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย

ทั้งนี้ อินดิเท็กซ์ระบุว่า รายได้รวมในช่วงเวลาดังกล่าวเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.484 หมื่นล้านยูโร (1.482 หมื่นล้านดอลลาร์) จาก 1.19 หมื่นล้านยูโรเมื่อปีก่อน โดยมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นแตะระดับ 1.79 พันล้านยูโร จาก 1.27 พันล้านยูโรเมื่อปีที่แล้ว

นายออสการ์ การ์เซีย มาเซราส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอินดิเท็กซ์กล่าวว่า แม้ยอดขายจะพุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อัตราการเติบโตรายปีกลับชะลอตัวลงเล็กน้อยสู่ระดับ 11% นับตั้งแต่สิ้นสุดช่วงครึ่งปีแรก

นอกจากนี้ ทางอินดิเท็กซ์ระบุว่า อัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีแรกแตะที่ 57.9% นับว่าสูงที่สุดในรอบ 7 ปี โดยทางบริษัทได้เร่งเพิ่มปริมาณสต็อกสินค้าเป็นการชั่วคราวเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ ณ วันที่ 11 ก.ย. ระดับสินค้าคงคลังสูงกว่าปีก่อนถึง 33%

สำนักงานสถิติแห่งชาติรัสเซีย (Rosstat) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ปรับตัวลง 0.03% ในสัปดาห์ที่แล้ว

ดัชนี CPI ดังกล่าวปรับตัวลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ 10 ซึ่งจะปูทางให้ธนาคารกลางรัสเซียปรับลดอัตราดอกเบี้ยในวันศุกร์นี้เพื่อกระตุ้นการกู้ยืมในประเทศ

การปรับตัวลงของดัชนี CPI มีสาเหตุจากการร่วงลงของราคาอาหาร อุปสงค์ที่ซบเซา และการแข็งค่าของรูเบิล

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาจากต้นปี 2565 ดัชนี CPI ดีดตัวขึ้น 10.27%

ทั้งนี้ ดัชนี CPI พุ่งขึ้น 2.22% ในช่วงต้นเดือนมี.ค. หลังรัสเซียส่งกำลังทหารโจมตียูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ.

สหภาพยุโรป (EU) เตรียมเปิดแผนการหักกำไรส่วนเกินของบริษัทพลังงานและออกมาตรการลดการใช้ไฟฟ้าทั่ว EU ในวันนี้ (14 ก.ย.) ภายใต้ชุดมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปกป้องประชาชนและธุรกิจจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

ทั้งนี้ รัฐบาลต่าง ๆ ของยุโรปได้ทุ่มเม็ดเงินหลายแสนล้านยูโรไปกับการการลดภาษี การแจกจ่าย และการอุดหนุนภาคส่วนต่าง ๆ ในขณะที่พยายามบรรเทาวิกฤตพลังงานที่ถูกกระตุ้นจากเงินเฟ้อที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งกดดันให้อุตสาหกรรมมากมายต้องระงับการผลิตและประชาชนต้องเผชิญค่าสาธารณูปโภคที่แพงขึ้นก่อนถึงฤดูหนาว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ในวันนี้ (14 ก.ย.) คณะกรรมการธิการยุโรป (EC) จะหักรายได้ส่วนเกินจากโรงงานพลังงานที่ไม่ใช่ก๊าซเชื้อเพลิงของยุโรป เพื่อระดมเงินสดให้รัฐบาลใช้จ่ายช่วยเหลือธุรกิจและประชาชนในด้านค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภค

ฟาร์มพลังงานลมและแสงอาทิตย์ รวมถึงโรงงานนิวเคลียร์จะเผชิญเพดานรายได้ในการจ่ายไฟฟ้าที่ 180 ยูโร (180 ดอลลาร์) ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) โดยรัฐบาลจะนำเงินรายได้ส่วนเกินไปใช้สนับสนุนผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุป โดยสามารถเปลี่ยนแปลงได้

กรณีดังกล่าวจะลดรายได้ของผู้ให้บริการจ่ายไฟฟ้าที่ราคาต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของราคาตลาดในปัจจุบัน โดยราคาไฟฟ้าของเยอรมนีแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 1,000 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงในเดือนส.ค.ที่ผ่านมา และเคลื่อนไหวเหนือระดับ 400 ยูโรต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมงในวันอังคาร (13 ก.ย.)

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้วันนี้ (14 ก.ย.) ว่า รัฐบาลเยอรมนีอาจเข้าถือหุ้นบริษัทผู้นำเข้าก๊าซอย่างยูนิเปอร์ เพิ่มขึ้นเกิน 50%

รายงานระบุว่า ยูนิเปอร์ยังคงต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากรัฐ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทางบริษัทได้รับเงินสนับสนุนซึ่งอาจมีจำนวนมากถึง 2 หมื่นล้านยูโรอยู่ก่อนแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทั้งบริษัทยูนิเปอร์และกระทรวงเศรษฐกิจเยอรมนี ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด

หุ้นกลุ่มเหมืองแร่, กลุ่มอุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคถ่วงตลาดลงมากที่สุด

แต่หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 0.8% ตามราคาน้ำมัน หลังสำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดว่าจะมีการเปลี่ยนไปใช้น้ำมันแทนก๊าซมากขึ้นในฤดูหนาวนี้ เนื่องจากราคาก๊าซพุ่งสูง

หุ้นกลุ่มค้าปลีก พุ่งขึ้น 0.8% ด้วย โดยได้แรงหนุนจากหุ้นอินดิเทกซ์ เจ้าของแบรนด์ซาร่า ซึ่งพุ่งขึ้น 3.8% หลังรายงานยอดขายรอบ 6 เดือนพุ่งขึ้น 24.5% และกำไรเพิ่มขึ้นจากปีก่อน

ส่วนหุ้นรายตัวที่ร่วงลง อาทิ หุ้นไอเบอร์โดรลา ซึ่งเป็นบริษัทพลังงานของสเปน ร่วง 1.9% หลังตกลงขายหุ้น 49% ในฟาร์มกังหันลมนอกชายฝั่งแห่งหนึ่งของเยอรมนีวงเงิน 700 ล้านยูโร (700 ล้านดอลลาร์)

หุ้นคิออน ซึ่งผลิตยกของเยอรมนี ร่วงลง 29.7% สู่ระดับต่ำสุดในรอบ 9 ปี หลังเตือนเกี่ยวกับผลกำไร ขณะที่บริษัทเผชิญปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนที่สูงขึ้น

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดลดลงในวันพุธ (14 ก.ย.) โดยยังคงถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่ระดับสูงและแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมากในสหรัฐ ขณะที่ข้อมูลเงินเฟ้อของอังกฤษที่ลดลงเกินคาดแทบไม่ได้ช่วยคลายความวิตกที่ว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างมากในสัปดาห์หน้า

ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,277.30 จุด ลดลง 108.56 จุด หรือ -1.47%

ตลาดหุ้นลอนดอนปรับตัวลงต่อเนื่อง โดยถูกกดดันจากการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดในสหรัฐ และนักลงทุนคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% ในการประชุมวันที่ 20-21 ก.ย.นี้

ตลาดปรับตัวลง แม้มีการเปิดเผยข้อมูลที่บ่งชี้ว่า เงินเฟ้อของอังกฤษลดลงเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปีในเดือนส.ค.โดยได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง

สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) รายงานในวันนี้ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค ปรับตัวลงสู่ระดับ 9.9% ในเดือนส.ค. ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ระดับ 10.2% หลังจากราคาเชื้อเพลิงลดลง แม้ว่าราคาอาหารจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนยังคงเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ

ทั้งนี้ ดัชนี CPI เดือนส.ค.ของอังกฤษปรับตัวลงจากระดับ 10.1% ในเดือนก.ค.

เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี CPI เพิ่มขึ้น 0.5% ต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย ส่วนดัชนี CPI พื้นฐานซึ่งไม่รวมพลังงาน อาหาร เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบซึ่งมีความผันผวน ปรับตัวขึ้น 0.8% เมื่อเทียบรายเดือน และปรับตัวขึ้น 6.3% เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องกับคาดการณ์

รายงานจาก ONS ระบุว่า "ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้ตัวเลขเงินเฟ้อปรับตัวลงครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างเดือนก.ค.-ส.ค. 2565 อย่างไรก็ตาม ราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นยังคงเป็นปัจจัยที่เพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ"

สำนักข่าวซีเอ็นบีซีรายงานว่า อังกฤษกำลังเผชิญวิกฤติค่าครองชีพครั้งใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ในปีนี้ หลังราคาอาหารและพลังงานพุ่งทะยานขึ้น

สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยในวันนี้ (14 ก.ย.) ว่า ราคาบ้านในอังกฤษพุ่งทะยานขึ้น 15.5% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยเป็นการพุ่งขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2546 สะท้อนให้เห็นว่าราคาบ้านในช่วงเดือนเดียวกันกับปีที่แล้วได้รับผลกระทบอย่างไรจากการยกเลิกนโยบายลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อบ้าน

ราคาบ้านที่ปรับตัวขึ้นในเดือนก.ค.แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากจากที่เพิ่ม 7.8% ในเดือนมิ.ย. แม้ตัวเลขเดือนมิ.ย.นั้นชะลอตัวลงจากเดือนพ.ค.

นักวิเคราะห์ในผลสำรวจของสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อเดือนที่แล้วคาดการณ์ว่า การพุ่งขึ้นของราคาบ้านอังกฤษนั้นจะสิ้นสุดลงในปีหน้า เนื่องจากวิกฤติค่าครองชีพและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้ตลาดหยุดชะงัก

ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ออกแถลงการณ์ระบุว่า BoE จะเลื่อนการประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนก.ย. จากเดิมที่มีกำหนดในวันที่ 15 ก.ย. ออกไปเป็นวันที่ 22 ก.ย. เพื่อไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

"เนื่องจากสหราชอาณาจักรกำลังอยู่ในช่วงการไว้อาลัยต่อการเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 การประชุมนโยบายการเงินประจำเดือนกันยายนจึงถูกเลื่อนออกไปเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินจะแถลงผลการประชุมในช่วงเที่ยงของวันที่ 22 กันยายน" แถลงการณ์ระบุ

ก่อนหน้านี้ BoE มีมติ 8-1 ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% สู่ระดับ 1.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 4 ส.ค. โดยเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 27 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2538 ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่เดือนธ.ค.2564 ส่งผลให้ขณะนี้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของ BoE แตะระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี หรือนับตั้งแต่ปี 2551

บรรดาเทรดเดอร์ยังคงคาดว่า มีโอกาส 87% ที่ BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75% สู่ระดับ 2.5% ในการประชุมวันที่ 22 ก.ย. ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2532

หุ้นกลุ่มก่อสร้างและวัสดุ และกลุ่มสร้างบ้าน ปรับตัวลงมากที่สุด โดยได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยจำนองที่เพิ่มขึ้นและวิกฤตค่าครองชีพที่เลวร้ายลง

หุ้นเรดโรว์ซึ่งเป็นบริษัทสร้างบ้าน ลดลง 0.3% หลังเปิดเผยว่า ความต้องการสร้างบ้านลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์หลังจากขยายตัวแข็งแกร่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (14 ก.ย.) หลังจากสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ชะลอตัวลง

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.14% แตะที่ระดับ 109.6580

ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 143.15 เยน จากระดับ 144.37 เยน แต่แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส 0.9632 ฟรังก์ จากระดับ 0.9607 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3177 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3154 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 0.9982 ดอลลาร์ จากระดับ 0.9979 ดอลลาร์ ขณะที่เงินปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะที่ระดับ 1.1541 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1503 ดอลลาร์ ส่วนดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.6740 ดอลลาร์สหรัฐ จากระดับ 0.6738 ดอลลาร์สหรัฐ

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนี PPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้ผลิต ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยลดลง 0.1% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากปรับตัวลง 0.4% ในเดือนก.ค. ส่วนดัชนี PPI พื้นฐานซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.3% หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนก.ค. นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 20-21 ก.ย.นี้ โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 36% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมครั้งนี้ และให้น้ำหนัก 64% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%

นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนส.ค., ดัชนีภาคการผลิต (Empire State Manufacturing Index) เดือนก.ย.จากเฟดนิวยอร์ก, ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนส.ค., การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค., สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจเดือนก.ค. และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นเดือนก.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (14 ก.ย.) เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย หลังจากสหรัฐเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ที่สูงกว่าคาด

ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. ลดลง 8.3 ดอลลาร์ หรือ 0.48% ปิดที่ 1,709.1 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 7.8 เซนต์ หรือ 0.4% ปิดที่ 19.569 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 21.7 ดอลลาร์ หรือ 2.46% ปิดที่ 905.4 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. พุ่งขึ้น 61.60 ดอลลาร์ หรือ 2.9% ปิดที่ 2,172.70 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาทองคำปิดร่วงลงติดต่อกันเป็นวันที่ 2 หลังสหรัฐเปิดเผยดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 8.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 8.1% ซึ่งส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ทั้งนี้ แม้ทองคำถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยามที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ แต่การที่เฟดมีแนวโน้มเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยได้บดบังปัจจัยบวกดังกล่าว โดยการพุ่งขึ้นของอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย

นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% ในการประชุมเดือนก.ย.หลังจากสหรัฐเปิดเผยดัชนี CPI ที่สูงกว่าคาด โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 36% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 1.00% สู่ระดับ 3.25-3.50% ในการประชุมเดือนก.ย. และให้น้ำหนัก 64% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.75%

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (14 ก.ย.) ขานรับการคาดการณ์ที่ว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาว

ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. เพิ่มขึ้น 1.17 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 88.48 ดอลลาร์/บาร์เรล

ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนพ.ย. เพิ่มขึ้น 93 เซนต์ หรือ 1% ปิดที่ 94.10 ดอลลาร์/บาร์เรล

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) คาดการณ์ว่า ประชาชนจะเปลี่ยนจากการใช้ก๊าซมาเป็นการใช้น้ำมันเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในการทำความร้อนในช่วงฤดูหนาวนี้ โดยคาดว่าปริมาณการใช้น้ำมันโดยเฉลี่ยในเดือนต.ค. 2565 จนถึงเดือนมี.ค. 2566 จะอยู่ที่ 700,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า

ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) คาดการณ์ว่าความต้องการใช้น้ำมันยังคงแข็งแกร่งในปี 2565 และ 2566 โดยได้แรงหนุนจากการขยายตัวของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่

ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมันดีดตัวขึ้นปิดในแดนบวก และยังช่วยบดบังปัจจัยลบจากรายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) ซึ่งระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.4 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.2 ล้านบาร์เรล

ตลาดยังได้แรงหนุนจากการคาดการณ์เกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัว อันเนื่องมาจากการที่สหภาพยุโรป (EU) เตรียมคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียในวันที่ 5 ธ.ค. ขณะที่ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านกำลังเผชิญความไม่แน่นอน หลังชาติตะวันตกแสดงความไม่มั่นใจต่อความจริงใจของอิหร่านในการรื้อฟื้นข้อตกลงดังกล่าว โดยหากการเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่านประสบความล้มเหลว ก็จะทำให้อิหร่านไม่สามารถกลับมาส่งออกน้ำมันในตลาดโลก

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย