Sentiment ลบเข้ามากดดัน SET Index ต่อ 

เผยแพร่ 27/04/2022 09:25

การปรับตัวลดลงแรงของตลาดหุ้นต่างประเทศ หากประเมินแล้วยังคงเกิดจาก ความกังวลเดิม เช่นการใช้นโยบายการเงินตึงตัวเชิงรุก พัฒนาการของ เหตุการณ์ รัสเซีย-ยูเครน ซึ่งยังคงร้อนแรง และ การควบคุม Covid-19 ของ จีน ซึ่งภาวะดังกล่าวจะสร้าง Sentiment เชิงลบเข้ามากดดัน SET Index วันนี้ ส่วนปัจจัยในบ้านเราตัวเลขการส่งออกเดือน มี.ค. (เงินบาท) เติบโต 19.5% สูงกว่าคาดส่วนหนึ่งเกิดจากราคาสินค้าที่ปรับขึ้นและเงินบาทที่อ่อน แต่ระยะต่อไปอาจโตในอัตราช้าลงจากฐานปี 2564 ที่สูงและผลกระทบจาก รัสเซีย-ยูเครน ส่วนเรื่องเงินเฟ้อเดือน พ.ค.65 ก็ต้องระวัง หลังมาตรการ สนับสนุนราคาพลังงานหมดลง อาจทำให้รัฐต้องออกมาตรการเยียวยาเพิ่ม

คาด SET Index น่าจะปรับฐานลง แนวรับอยู่ที่ 1650 จุด แนวต้าน 1670 จุด พอร์ตจำลอง ให้ลดน้ำหนัก KBANK (BK:KBANK) ลง 5% เข้าซื้อ MCS คงถือเงินสด 10% Top Pick เลือก BH, MCS และ VNG

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลงแรง จาก 3 ปัจจัยหลักที่กดดัน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวลงแรงทุกดัชนีกว่า 2% โดยตลาดหุ้น Dow Jones ลง 809 จุด หรือ -2.38% ปรับฐานแรงสุดเป็นอันดับ 2 ในปีนี้ และลงแรงสุด คือ 2 วันก่อนที่ปรับตัว ลงเกือบ 1000 จุด โดยปัจจัยกดดันหลักๆ 3 ส่วน ดังน

  1. การแพร่ระบาด COVID ในจีน นำไปสู่การ Lockdown บางพื้นที่ จีนยังคง Lockdown เมืองเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจ และล่าสุดมีการปิดกั้นพื้นที่ บางส่วนของกรุงปักกิ่งเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังเริ่มตรวจ พบผู้ติดเชื้อมากขึ้นเรื่อยๆ จนลุ่ดอยู่ระดับเกิน 50 คนต่อวัน ซึ่งการดำเนินการ ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่าจีนอาจจะล็อกดาวน์กรุงปักกิ่งในระยะต่อไป

  2. สงครามยูเครน-รัสเซียที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ โดยปัจจุบันรัสเซีย ยังโจมตียูเครน อย่างต่อเนื่อง และพยายามยึดพื้นที่ทางตอนใช้และตะวันออกที่เชื่อมกับแคว้น ไครเมียร์ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียเตือนว่า วิกฤตการณ์รัสเซียยูเครนอาจลุกลามกลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ส่วน สหรัฐฯ และพันธมิตร NATO ยังคงส่งอาวุธเข้าไปในยูเครนต่อเนื่อง

  3. การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเชิงรุกของ FED หลังจากนายเจอโรม พาว เวล สนับสนุนให้เฟดดำเนินการเร็วขึ้นเพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ และระบุว่ามีโอกาส สูงที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% ในการประชุมเดือนพ.ค. (หากเฟด ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.5% จริง นับว่าเป็นครั้งแรกที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% นับตั้งแต่ปี 2543) โดยปัจจุบันตลาดคาดว่า FED จะเร่งใช้นโยบาย การเงินมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 7-8 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี มาอยู่ที่ 2.25% - 2.5% (ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่ขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้ง) และอาจมีการลดขนาดงบดุลลง 9.5 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน (ลดเร็วกว่า 3 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2018 ที่ลดขนาดงบดุลลงราว 3.1 หมื่นล้านบาท) ซึ่งในปี 2018 SET Index ถูกกดดัน 10.8%

สรุปคือ ปัจจัยลบทั้ง 3 ปัจจัย เปิด Downside เชิงเศรษฐกิจทั้งนอกและในประเทศ ผลดังกล่าวถือเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงเวลาถัดไป และต้องติดตามทั้ง 3 ประเด็นอย่างใกล้ชิด

เงินบาทอ่อนค่า หุ้นที่ได้ประโยชน์คืออะไร ?

ปัจจุบันค่าเงินบาทอยู่ระดับ 34.29 บาท/เหรียญฯ(อยู่ในระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 5 ปี) และยังมีทิศทางอ่อนค่าลงต่อ จากการเข้าสู่ช่วงนโยบายการเงินโลกตึงตัว ถือเป็นอีกตัว แปรหนึ่งที่กดดันให้ Fund Flow ไหลออก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสขาดทุน จากอัตราแลกเปลี่ยนได้

โดยกลุ่มหุ้นได้ที่ประโยชน์ คือ กลุ่มเกษตรอาหารอย่าง STA KSL NER TU CPF GFPT TFG ที่ทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่า ทำให้สุทธิเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.8% และกลุ่มชิ้นส่วนฯอย่าง HANA DELTA KCE SVI ที่ทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่า ทำให้สุทธิ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.8%

ต่อมา คือกลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง ที่มีรายละเอียดทางพื้นฐาน ดังนี้

ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) (BK:SCC) : ธุรกิจ Chemical การ Quote ราคาไม่ว่าจะเป็นตลาดในประเทศหรือการส่งออก จะเป็น Dollar Link จึงได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า ส่วนธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ ก่อสร้างและ Packaging ค่อนข้างจาก Neutral จากการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน ในมุมของ รายได้และต้นทุนที่เป็น Dollar และ Dollar Link โดย SCC จะมีการทำ Hedging ค่าเงินไว้บางส่วน ทำให้ Net Impact แล้ว เงินบาทที่อ่อนค่าลงทุก 1 บาท/USD จะส่ง ผลบวกต่อกำไรสุทธิประมาณ 2,000 ล้านบาท/ปี เทียบกับฐานกำไร 4 หมื่นล้านบาท/ปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 5% ของประมาณการกำไรทั้งป

เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (BK:MCS) : รายได้เกือบ 100% เป็นสกุลเยน ขณะที่ต้นทุนเหล็กคิดเป็น 50% ของต้นทุน ทั้งหมด โดยเหล็กก็ซื้อในสกุลเยน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท โดยเงิน บาทที่อ่อนค่า 1 บาท/100 เยน จะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิประมาณ 40 ล้านบาท/ปีคิด เป็นสัดส่วนประมาณ 3-4% ของประมาณการกำไรทั้งปี อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ปัจจุบันเงินบาทแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเยน ดังนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงเป็นตรงกันข้าม

เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (BK:STPI) : มีเงินฝากสกุลดอลลาร์ประมาณ 60 MUSD เนื่องจากธุรกิจหลักของ STPI เป็น การผลิตโครงสร้างเหล็กและประกอบ Module สำหรับลูกค้าในธุรกิจ Oil&Gas ซึ่งต้อง ใช้เงินทุนหมุนเวียนสกุล USD ทำให้เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท/USD จะส่งผลบวกต่อ กำไรสุทธิประมาณ 60 ล้านบาท ( mark to market ทุกสิ้นไตรมาส ) ไม่สามารถคิด เป็นสัดส่วนเทียบกับกำไร STPI ได้เพราะฐานธุรกิจหลักยังมีผลขาดทุน

VNG : มีรายได้จากการส่งออกประมาณ 70-80% ขณะที่มีต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการ นำเข้าประมาณ 30-40% จึงได้ประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า โดยเงินบาทที่อ่อนค่า 1 บาท/USD จะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิประมาณ 100 ล้านบาท/ปีคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 9% ของประมาณการกำไรทั้งป

บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (BK:BJCHI) : มีสินทรัพย์ในสกุลดอลลาร์ประมาณ 60 MUSD เนื่องจากธุรกิจหลักของ BJCHI เป็นการผลิตโครงสร้างเหล็กและประกอบ Module สำหรับลูกค้าต่างประเทศในธุรกิจ Oil&Gas ซึ่งต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสกุล USD ทำให้เงินบาทที่อ่อนค่าทุก 1 บาท/USD จะส่งผลบวกต่อกำไรสุทธิประมาณ 50 ล้านบาท ( mark to market ทุกสิ้นไตรมาส ) ไม่สามารถคิดเป็นสัดส่วนเทียบกับกำไร BJCHI ได้เพราะฐานธุรกิจหลักยังมีกำไรต่ำมาก

-)ขณะที่กลุ่มที่เสียประโยชน์ คือกลุ่มพลังงาน และโรงไฟฟ้า โดยมีรายละเอียด ดังนี้ ส่วนใหญ่หุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าจะมีหนี้เป็นเงินสกุลต่างประเทศดังนั้น โดยหลากการแล้ว กรณีบาทอ่อนค่า จะเสียประโยชน์ เนื่องจากต้องแปลงค่าเงินบาทเป็นสกุลต่างประเทศ ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ตัวที่เสียประโยชน์ได้แก่ BGRIM, GULF, EGCO, BCPG, GUNKUL, TPIPP สำหรับกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า จะส่งผลให้เกิด fx loss จากการ มีหนี้สินที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศ เป็นหลักค่ะ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อ PTT (BK:PTT) PTTEP TOP IVL PTTGC

สถานการณ์เศรษฐกิจไทย ส่งออกดี แต่มาตรการตรึงราคาพลังงานที่หมดลงจะหนุนเงินเฟ้อ

วานนี้มีการรายงานตัวเลขส่งออกเดือน มี.ค. 65 ขยายตัว +19.5% ดีกว่า Consensus คาดขยายตัว +3.6% สินค้าที่โตเด่นและหุ้นที่ได้ประโยชน์มีดังนี้

1.สินค้าการเกษตร สินค้าเกษตรสำคัญเช่นข้าว+53.9% ไก่แปรรูป +6.6%(CPF TFG GFPT) มันสำปะหลัง +6.3% (TWPC)

2.สินค้าเกษตรอุตสาหกรรม น้ำมันพืช +350%(TVO) โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม +768.3%(CPI VPO UVAN) น้ำตาลทราย +204.3% (KSL) อาหารสัตว์เลี้ยง +15.5% (TU ASIAN) เครื่องปรุงรส +9.7% (XO NRF)

3.สินค้าอุตสาหกรรม แผงวงจรไฟฟ้า 11% (KCE SMT HANA SVI) ทั้งนี้องค์ประกอบสำคัญในการเติบโตประการหนึ่ง มาจากราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น และ เงินบาทที่อ่อนค่า โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินส่งออกไทยยังมีแนวโน้มดีน่าจะขยายตัว ตามเป้า 4%-5% จากค่าเงินบาทอ่อน ภาวะขาดแคลนตู้เริ่มคลี่คลาย ส่วนประเด็น สงครามรัสเซีย ยูเครน ฝ่ายวิจัยเห็นว่ายังต้องให้ความสำคัญ

แม้ตัวเลขส่งออกที่ออกมาดีกว่าคาดถือเป็นแรงหนุนต่อเศรษฐกิจ แต่เริ่มเห็นมาตรการ เยียวยาต่างๆ เฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของราคาพลังงาน ทยอยสิ้นสุดลง โดยในเดือน พ.ค. 65 จะต้องเริ่มลดการอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลทำให้ราคาจะปรับสูงขึ้นเกิน 30 บาท/ลิตร , ราคาก๊าซ LPG ทยอยปรับขึ้นเป็นขั้นบันได ,การหมดอายุมาตรการคนละครึ่งเฟสที่ 4 ขณะที่ผลกระทบจากการสู้รบ รัสเซีย - ยูเครน ยังมีความยืดเยื้อหนุนให้ราคาวัตถุดิบต้น น้ำในหลายอุตสาหกรรมยังคงอยู่ระดับสูง ภาวะดังกล่าวน่าจะทำให้ราคาสินค้า – บริการ ปรับตัวสูงขึ้นทั้งมาตการ ภาวะดังกล่าวอาจทำให้ภาครัฐยังหนี้ไม่พ้นระยะเวลาที่ต้อง ออกมาตรการเยียวยาต่อเนื่องแม้หนี้สาธารณะจะขึ้นมาสูงกว่า 60% ของ GDP

สรุปคือ สถานะการณ์เศรษฐกิจไทยส่งออกดี บวกกับบาทอ่อนแรงในช่วงนี้ ทำให้หุ้น ส่งออกได้ประโยชน์ แต่มาตรการกระตุ้นทยอยหมดลง ทำให้แรงเสริมหรือแรงผลักดัน ตลาดหุ้นลดน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนหลังจากนี้อาจจะต้องพิถีพิถัน ในการเลือกหุ้นมากขึ้น

ค้นหากลุ่มหุ้นที่เอาชนะนโยบายการเงินตึงตัว แนะนำ BH VNG MCS

ตลาดหุ้นกำลังเข้าสู่ช่วงนโยบายการเงินตึงตัวแบบ New Normal โดย Fed มีโอกาสขึ้น ดอกเบี้ย 0.5% พร้อมกับลดขนาดงบดุลลง 9.5 หมื่นล้านเหรียญต่อเดือน ในการประชุม วันที่ 3- 4 ที่จะถึงนี้ ส่งผลให้ตลาดหุ้นในช่วงนี้ผันผวนมาก และมีการโยกย้ายเงินไปสู่ สินทรัพย์ปลอดภัย ปัจจัยดังกล่าวมีความคล้ายกับปี 2561 ที่ตลาดหุ้นเผชิญกับ Fed ขึ้น ดอกเบี้ย 4 ครั้ง ลดขนาดงบดุลลง 3.57 แสนล้านเหรียญ และยังมีประเด็นสงคราม การค้าจีนสหรัฐ กดดันตลาดหุ้นไทยปรับฐาน -10.8% ในปีนั้น ฝ่ายวิจัยฯ ลองค้นหาว่ามี Sector ไหนบ้างที่ Outperform ในช่วงนั้น พบว่า กลุ่มหุ้นที่ Outperform คือ PF&REIT +7.1%, HELTH +5.7% รวมถึงกลุ่มหุ้นขนาดใหญ่ TRANS ENERG PETRO BANK COMM ดูแข็งแรงกว่ากลุ่มอื่นๆ

แสดงให้เห็นว่าในช่วงต่อจากนี้การเอาชนะตลาดถือเป็นความท้าทายอยู่มาก กลยุทธ์ การลงทุนต้องเน้น Selective Buy เป็นหลักและเลือกหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว หนุน สำหรับวันนี้แนะนำ หุ้น Defensive อย่าง BH, หุ้นได้ประโยชน์จากบาทอ่อน VNG, หุ้นปรับฐานลงมาจน Valuation น่าสนใจ อย่าง MSC เป็น Toppick ในวันน

บทความนี้จัดทำและเผยแพร่ครั้งแรกบนเว็บไซต์ ASIA Plus Securities

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย