นับตั้งแต่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะสังเกตว่ามีหุ้นน้อยตัวมากที่สามารถปันผลตอบแทนเข้าสู่พอร์ตเกษียณอายุได้ดี บริษัทชื่อดังหลายแห่งแม้จะฟื้นตัวกลับมาแล้วแต่ก็ยังไม่มีแผนที่จะปันผลคืนให้แก่ผู้ที่ถือหุ้น
หากไม่ถือหุ้นแต่เลือกที่จะเก็บเงินสดหรือซื้อพันธบัตรรัฐบาลเอาไว้ ก็กลายเป็นว่าทั้งสองวิธีให้ผลตอบแทนที่ต่ำอีก ฝากเงินเอาไว้กับรัฐแทบไม่ได้ดอกเบี้ยอะไรเลย ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับตัวขึ้นไปอยู่ใกล้กับ 1.7% ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกแล้วว่าหากเลือกที่จะฝากเงินหรือซื้อพันธบัตรตอนนี้ก็หนีปัญหาเงินเฟ้อไม่พ้นอยู่ดี
ท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้เราแนะนำให้ผู้อ่านควรมองหาหุ้นของบริษัทที่มีงบดุลมั่นคง มีการเพิ่มเปอร์เซ็นต์การปันผลขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่าที่จะเลือกหุ้นที่มีการปันผลเยอะแต่ไม่ต่อเนื่อง ในบทความนี้เราจะมาแนะนำหุ้นปันผลต่อเนื่องที่ได้ประโยชน์จากสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ
1. Bank of Nova Scotia
ขนาดมูลค่าของกิจการในตลาด: $75,730 ล้านเหรียญสหรัฐ
การจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส: $0.71
อัตราเงินปันผลตอบแทน: 4.5%
สภาพแวดล้อมของธนาคารแคนาดานั้นมีความแตกต่างจากธนาคารอเมริกา เพราะแคนาดามีกฎหมายที่เข้มแข็งเกี่ยวกับการห้ามบริษัทต่างชาติเข้ามาดำเนินกิจการภายใน จึงทำให้ในแวดวงธนาคารนั้นมีธนาคารยักษ์ใหญ่อยู่ไม่กี่แห่ง การที่ไม่ต้องแข่งขันกับโลกภายนอกทำให้กำไรจากการถือหุ้นธนาคารแคนาดาจึงสูงกว่าเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ
หากคุณต้องการหาหุ้นในกลุ่มธนาคารที่มีอัตราการปันผลสูงกว่าปกติ การเลือกหุ้นของธนาคารแห่งโนวาสโกเทีย (NYSE:BNS) คือตัวเลือกที่คุณควรพิจารณา
จริงอยู่ว่าปัจจุบันธนาคารแห่งนี้ก็เผชิญผลกระทบจากโควิดไม่ต่างจากธนาคารอื่นๆ ทั่วโลก แต่ด้วยปัจจัยกีดกันการแข่งขันจากภายนอกจึงทำให้ธนาคารแห่งนี้ยังสามารถคงตัวเลขการจ่ายปันผลรายไตรมาสเอาไว้ที่ $0.71 ต่อหุ้นได้ ในมุมมองของเราการที่อัตราการจ่ายเงินของสโกเทียยังอยู่ในกรอบ 40% หมายความว่าธนาคารยังมีพื้นที่ให้ปรับขึ้นอัตราผลตอบแทนอีกมาก
ด้วยปัจจัยข้อได้เปรียบที่กล่าวไปทำให้สโกเทียเป็นที่หมายปองของการฝากเงินทุนสำรองเอาไว้ ธนาคารแห่งนี้ยังไม่เคยหยุดจ่ายเงินปันผลในทุกๆ ปีมาตั้งแต่ปี 1832 ในรอบสี่สิบห้าปีล่าสุดพบว่าสโกเทียได้ปรับขึ้นอัตราการปันผลมาแล้วสี่สิบสี่ครั้ง
2. Verizon Communications
ขนาดมูลค่าของกิจการในตลาด: $244,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
การจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส: $0.71
อัตราเงินปันผลตอบแทน: 4.5%
ในสมัยนี้ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือมุ่งลงเหว เทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ตและระบบไร้สายกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อมองหายักษ์ใหญ่ในวงการก็ไม่มีใครเหมาะไปมากกว่าหุ้นของบริษัทเวอไรซอนคอมมิวนิเคชัน (NYSE:VZ) อีกแล้ว
นี่คือหนึ่งในบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา เหมาะกับการเป็นหุ้นในพอร์ตวัยเกษียณอย่างยิ่ง เวอไรซอนมีประวัติการเพิ่มเงินปันผลที่เติบโตขึ้นมาตลอดนับตั้งแต่ปี 2007 มีการปันผลรายไตรมาสอยู่ที่ $0.71 คิดเป็นเปอร์เซ็นต์การปันผลต่อปีอยู่ที่ 4.5%
ฮาน เวสต์เบิร์ก CEO ของเวอไรซอนเลือกตัดสินใจทิ้งการลงทุนในสื่อแบบเดิมๆ ไปและหันมาเน้นการลงทุนกับเทคโนโลยีที่จะช่วยยกระดับศักยภาพการใช้งานอินเทอร์เน็ตยกตัวอย่างเช่นการลงทุนในเทคโนโลยี 5G และการทำให้สัญญาณ 5G สามารถกระจายการใช้งานได้กว้างขึ้น
เวอไรซอนได้บอกกับนักลงทุนเมื่อเดือนที่แล้วว่าประชาชนชาวอเมริกัน 100 ล้านคนจะต้องได้ใช้ 5G ภายในสิ้นปีนี้และจะขยายไปยังทวีปอื่นให้ได้ภายในปี 2024 นักวิเคราะห์คาดว่าหากเวอไรซอนสามารถขยายตลาดไปยังทวีปอื่นได้จริง ในปี 2024 การเติบโตของกำไรจากบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 4%
3. Duke Energy
ขนาดมูลค่าของกิจการในตลาด: $74,680 ล้านเหรียญสหรัฐ
การจ่ายเงินปันผลรายไตรมาส: $0.965
อัตราเงินปันผลตอบแทน: 4%
นอกจากหุ้นในกลุ่มธนาคารและการสื่อสารแล้ว เราขอปิดท้ายบทความด้วยหุ้นกลุ่มสุดท้ายจากตลาดพลังงาน แม้กระแสรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมาแรงมากในช่วงของการแพร่ระบาด แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพลังงานยุคเก่าอย่างน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติจะหายไป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เราเลือกหุ้นของบริษัทดุ๊ก เอ็นเนอจี้ (NYSE:DUK) เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับกลุ่มพลังงาน
ดุ๊ก เอ็นเนอจี้ คือบริษัทผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่ลูกค้า 7.8 ล้านคนในหกรัฐและมีแผนที่จะขยายตลาดด้วยงบ $60,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุนในระยะยาว
ดุ๊ก เอ็นเนอจี้ให้ความสนใจกับการดำเนินนโยบายของบริษัทให้สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานสะอาด บริษัทได้ขายบริษัทที่ผลิตพลังงานจากคาร์บอนออกไปและหันไปซื้อบริษัทที่ทำเกี่ยวกับพลังงานทดแทนหรือก๊าซธรรมชาติแทน เมื่อเดือนมกราคม
ดุ๊ก เอ็นเนอจี้ได้ทำการขายหุ้น 19.9% ของกองทุนพันธบัตรสิงคโปร์นาม GIC ออกไปเพื่อนำเงินไปัฒนาเทคโนโลยีสำหรับพลังงานยุคใหม่ นอกจากนี้บริษัทได้วางแผนแล้วว่าจะลดการใช้คาร์บอนให้ได้ครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมภายในบริษัทให้ได้ภายในปี 2030 และกลายเป็นบริษัทปลอดควันพิษแบบ 0% ให้ได้ภายในปี 2050
ตลอดระยะเวลาสิบสองเดือนล่าสุด หุ้นของดุ๊ก เอ็นเนอจี้ปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 27% ท่ามกลางกระแสการใช้พลังงานโลกที่เริ่มเปลี่ยนไปแล้วในยุคหลังโควิด การถือหุ้นของบริษัทพลังงานที่มีวิสัยทัศน์ทางด้านพลังงานชัดเจนจึงถือเป็นตัวเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำและปลอดภัยเป็นอย่างยิ่ง