นิสัยทางการเงินที่เราควรเริ่มต้นหลังวิกฤติโควิด-19

เผยแพร่ 29/04/2020 19:26

การระบาดของไวรัสโควิด-19 นอกจากส่งผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังกระทบต่อเงินในกระเป๋าอีกด้วยเพราะเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก หลายคนต้องหยุดทำงานหรือหยุดทำธุรกิจทำเอารายได้หลายไปด้วย บางคนถูกลดเงินเดือน ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นทำให้ภาครัฐต้องลงมาช่วยเหลือ ทั้งนโยบายแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท หรือพักต้นพักดอก

ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้คนไทยมีความตระหนักทางด้านการวางแผนการเงินมากขึ้น ที่ผ่านมาคนไทยมีหนี้ค่อนข้างมากทำให้ขึ้นชื่อว่ามีหนี้สินภาคครัวเรือนสูงเป็นอันดับต้นๆของโลก

5 ข้อต่อไปนี้น่าจะเป็น นิสัยทางการเงิน ที่ควรจะเริ่มต้นหลังวิกฤติโควิด-19จบลงหรือถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้เลย..มีดังนี้

รู้จักเก็บเงินสดสำรองอย่างน้อย 3 เดือน

การที่ภาคธุรกิจต้องหยุดชะงัก รายได้ที่เคยได้ต่อเนื่องต้องขาดตอน จนถึงกับเงินไม่พอใช้จ่าย สิ่งนี้บอกกับเราว่าโลก “ไม่มีความแน่นอนสูง” ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ชนิดที่เราไม่รู้ตัวล่วงหน้า

การเก็บออมเงินสำรองอย่างน้อย 3 เดือนจึงเป็นสิ่งที่ควรเริ่มต้นทำหลังจากวิกฤติผ่านพ้นไปแล้ว อย่างน้อยทำให้เราไม่ต้องลำบากมากหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก

วิธีการเก็บเงิน อาจจะฝากไว้ในบัญชีธนาคารก็ได้แต่แนะนำว่าควรเป็นบัญชีที่ถอนยากหน่อยหรือไม่ทำบัตรเดบิต เพราะถ้าถอนง่ายเกินไปอาจจะมีแอบถอนมาใช้ซึ่งจะผิดวินัย สร้าง นิสัยทางการเงิน ที่ไม่ดีแต่ก็ไม่ควรไปฝากประจำที่มีระยะเวลานานมากนักเพราะถ้าฉุกเฉินอาจจะถอนออกมาใช้ไม่ได้

หรืออีกวิธีคือการฝากไว้กับกองทุนตราสารหนี้เพราะมีสภาพคล่องสูงสามารถขายออกมาได้โดยใช้เวลาเพียงวันเดียวแถมผลตอบแทนอาจจะสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์

เริ่มต้นทำประกันชีวิตประกันสุขภาพ

จากสถิติคนไทยยังทำประกันชีวิตกันน้อยมากเพียงแค่ 37% ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประเทศอื่นๆมีตัวเลขที่สูงกว่านี้ แต่หลังวิกฤติโควิด-19 น่าจะเป็นการกระตุ้นให้คนไทยรู้จักความสำคัญของการทำประกันมากขึ้น เพราะ “ความเสี่ยง” ในชีวิตเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เห็นได้จากประกันสุขภาพเกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ที่ขายดีมากในช่วงที่ผ่านมา หลังจากนี้ไปคนไทยน่าจะต้องซื้อประกันสุขภาพติดตัวกันไว้บ้าง รวมถึงประกันชีวิต เพราะโรคภัยใหม่ๆพร้อมจะเกิดขึ้นได้ทุกเวลา การทำประกันชีวิตและประกันสุขภาพจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลงได้พอสมควร แถมยังได้ลดหย่อนภาษีอีกด้วย

หัดลงทุนสร้างผลตอบแทน

ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ทำให้ตลาดหุ้นและสินทรัพย์การลงทุนอื่นๆปรับตัวลดลงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสที่ดีในการลงทุนหวังผลระยะยาว ถ้ามีเงินเย็นเก็บไว้และมีความรู้ด้านการลงทุน จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้อย่างดี หรือแม้แต่การเป็นรายได้เสริมเล็กๆน้อยไปจนถึงอาชีพใหม่

เราจึงควรเริ่มต้นที่จะศึกษาการลงทุนให้เป็นส่วนหนึ่งของ นิสัยทางการเงิน โดยเริ่มต้นจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำไปก่อน เช่น ตราสารหนี้ กองทุนรวม ไปจนถึงตลาดหุ้น ทองคำและอนุพันธ์

ในยุคที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีกไม่กี่ปี ถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องศึกษาเรื่องการลงทุนเพื่อให้สามารถเกษียณได้อย่างเป็นสุข ไม่จำเป็นที่จะต้องเสี่ยงมาก แค่ลงทุนให้ผลตอบแทนเอาชนะเงินเฟ้อได้ก็พอ

จัดการหนี้ตัวเองอย่าให้เต็มเพดาน

จากตัวเลขที่คนไทยมีภาระหนี้ครัวเรือนที่ค่อนข้างสูง ทำให้เวลาที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจจึงเกิดปัญหาขาดความสามารถในการชำระหนี้จนทำให้เกิดนโยบายพักต้นพักดอกเกิดขึ้น

ตามหลักการบริหารเงิน เราควรมีภาระหนี้สินรวมต่อรายได้ทั้งหมดต่อเดือนเพียงแค่ 1 ใน 3 เท่านั้น โดยหนึ่งส่วนจะต้องเป็นเงินเก็บหรือเงินลงทุน อีกส่วนหนึ่งเป็นค่าใช้จ่าย แต่พฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนไทยน่าจะมีภาระหนี้ถึงสองในสามของรายได้ซึ่งถือว่าค่อนข้างตึงมาก

ประกอบกับการสร้างหนี้หลายด้านในเวลาเดียวกัน เช่น หนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ บัตรเครดิต ผ่อนมือถือ ฯลฯ จนทำให้พฤติกรรมการชำระหนี้ไม่ได้จ่ายเต็มแต่จ่ายขั้นต่ำ ซึ่งทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยที่สูง

หลังวิกฤติครั้งนี้จบลงจึงเป็นโอกาสที่จะทบทวนการก่อหนี้ของตัวเองให้ไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป อย่าลืมว่าการปลอดหนี้คือการทำให้ชีวิตของเราเบาขึ้น

มีรายได้เสริมหลายทาง

ผลกระทบที่รายได้ต้องขาดตอนจากผลกระทบของวิกฤติโควิด-19 ทำให้เราทุกคนควรต้องหารายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำ ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งใน New Normal ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้

โดยเฉพาะกระแสการซื้อของออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากการที่บ้านเมืองถูก Lockdown รวมถึง Work From Home และการเปิดกลุ่มเฟซบุ๊คฝากร้านที่เกิดขึ้นอย่างมากมายน่าจะทำให้วิถีชีวิตของคนไทยหลังจากนี้มีการสร้างรายได้เสริมให้ตัวเอง โดยเฉพาะการขายของออนไลน์มากขึ้น

การมีรายได้เสริมมากกว่าหนึ่งทางจะช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินลงได้ดีกว่าการพึ่งารายได้ทางเดียวที่หากขาดไปจะส่งผลกระทบต่อชีวิตเราเป็นอย่างมาก

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ นิสัยทางการเงิน ที่เราควรเริ่มต้นศึกษาตั้งแต่วันนี้ เพราะคำว่า “วิกฤติ” มันจะมาหาเราชนิดที่ไม่รู้ตัว ไม่มีการแจ้งเตือน ถ้าเราไม่สร้างเกราะคุ้มกันทางการเงินเอาไว้ก็มีสิทธิที่จะพ่ายแพ้ให้กับวิกฤติได้

บทความอื่นที่เกี่ยวข้อง : เล่าความจริงนโยบายพักต้นพักดอกของธนาคารและเราควรจะใช้มันหรือไม่??

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ BUSINESSTODAY

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย