ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้หลายๆประเทศทั่วโลกเริ่มมีการทยอยปิดประเทศและระงับการเดินทาง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณความต้องการน้ำมันดิบ ณ สิ้นเดือน เม.ย.ปรับตัวลงกว่า 15% นับตั้งแต่ต้นปี 20 ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบยังทรงตัวอยู่ ในระดับเดิมทำให้เดือนเมษายนมี Supply ส่วนเกินของน้ำมันดิบอยู่ที่ 15MMbpd
การประชุมเพื่อปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) และชาติพันธมิตร เมื่อวันที่ 10 เม.ย.อาจไม่มากพอเมื่อเทียบกับปริมาณความต้องการใช้ที่ลดลงจากการปิดประเทศทั่วโลก ผลการประชุมมีมติปรับลดลง 10MMbpdและจะมีผลตั้งแต่เดือนพ.ค. โดยจะลดเป็นขั้นบันไดเหลือเพียง 8MMbpd (ก.ค.-ธ.ค.20) และ 6MMbpd (ม.ค.-เม.ย. 21) ตามลำดับ ขณะที่สหรัฐ ซึ่งมีกำลังการผลิตสูงที่สุดในโลก ประกาศจะลดกำลังการ ผลิตเพียง 3MMbpdซึ่งจะเป็นการปรับลดตามกลไกลตลาด กล่าวคือราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงมาจะทำให้ผู้ผลิตน้ำมันแบกรับต้นทุนไม่ไหวจนต้องปิดกิจการ
เมื่อวันที่ 20 เม.ย. ราคาซื้อขายน้ำมันตามสัญญาล่วงหน้าได้เกิดภาวะ Contango (ราคาน้ำมันดิบในอนาคตสูงกว่าราคาในปัจจุบัน) บ่งบอกถึงคลังน้ำมันดิบที่อยู่ในภาวะ ปัจจุบันใกล้ที่จะเต็มแล้ว ทำให้พื้นที่การจัดเก็บน้ำมันดิบส่วนที่เหลือมีราคาเพิ่มขึ้นจนต้นทุนในการเก็บรักษาสูงกว่าสัญญาราคาน้ำมันดิบและการเทขายของกองทุนรวมน้ำมันดิบเนื่องจากไม่ต้องการรับน้ำมันดิบจริง จนทำให้ราคาของสัญญาซื้อขายน้ำมันดิบ ที่จะต้องส่งมอบจริงในเดือนพ.ค. เกิดภาวะติดลบ
ปัจจัยฤดูกาลปีนี้ ไม่หนุนราคาน้ำมันดิบ คาดการณ์ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบใน เดือน พ.ค. และ มิ.ย.ยังอยู่ในระดับต่ำกว่าในอดีต เกิดจากมาตรการล็อกดาวน์ในหลายๆประเทศทั่วโลกเริ่มมีความเข้มข้นมากขึ้นในช่วงเดือนเม.ย. และยังต่อเนื่องถึง เดือน พ.ค. กอปรกับการทยอยปิดกิจการของโรงงานและบริษัทจากผลกระทบของการล็อกดาวน์ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบยังไม่ฟื้นตัว
การเพิ่มปริมาณน้เำมันดิบสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) จำนวน 75MMbbl (เต็มความจุที่ 727MMbbl ปัจจุบันอยู่ที่ 635MMbbl) ของสหรัฐตามแผนงาน ไม่เพียงพอต่อการชดเชยปริมาณความต้องการที่ลดลง เนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบส่วนเกินในตลาดอยู่ที่ประมาณ 3-5MMbpd ซึ่งการเพิ่มเข้าคลังสำรองเพียง 75MMbbl จะสามารถลดปริมาณส่วนเกิน ของน้ำมันดิบได้เพียง 15- 25 วัน เท่านั้น ซึ่งยังไม่สามารถแก้ปัญหาในระยะยาวได
ปัจจัยที่ควรติดตามคือ ความคืบหน้าในแผนการเปิดประเทศของสหรัฐและยุโรปและจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีปริมาณความต้องการใช้น้ำมันดิบรวมกันคิดเป็น 48% ของปริมาณ ความต้องการทั้งหมด
บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกที่ cgsec.co.th
