ราคาทองคำยังคงใกล้ $5,000/ออนซ์ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ รายงานการประชุม Fed กดดันแนวโน้มขาขึ้น
สำหรับวงการน้ำมันดิบและอาจจะรวมถึงตลาดลงทุนคงจะไม่มีข่าวไหนดังไปมากกว่าราคาซื้อขายน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้าที่จะส่งมอบในเดือนพฤษภาคมติดลบเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์วงการน้ำมันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ข่าวนี้ถือเป็นสิ่งที่ทั้งตลาดไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นและกำลังสะท้อนปัญหาน้ำมันดิบล้นโลกว่าอาจจะกำลังเกิดขึ้นจริงๆ และถ้ามนุษยชาติไม่ทำอะไรสักอย่างเราจะได้เห็นน้ำมันล้นโลกของจริงในเวลาไม่เกิน 3 เดือนข้างหน้านับจากนี้

กราฟราคาของน้ำมันดิบล่วงหน้าที่จะส่งมอบในเดือนมิถุนายนแม้จะปรับตัวขึ้นแต่ก็ยังผันผวน เราจะได้เห็นการเทขายจนติดลบอีกครั้งหนึ่งในเดือนหน้าหรือไม่ มี 3 ปัจจัยที่นักลงทุนต้องจับตามอง
1. ตัวเลขปริมาณน้ำมันดิบคงคลังของสหรัฐฯ กับตัวเลขปริมาณการผลิตน้ำมัน
สถานการณ์น้ำมันดิบในสหรัฐฯ ตอนนี้นักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างๆ ให้ความสำคัญกับปริมาณที่เก็บน้ำมันดิบคงคลังที่เหลืออยู่มากกว่าตัวเลขจากกระบวนการผลิต สาเหตุที่ตัวเลขความสามารถในการเก็บน้ำมันของสหรัฐฯ มีความสำคัญมากกว่าการผลิตฯ เพราะเป็นตัวเลขที่วัดประเมินความเสี่ยงได้ง่ายกว่าดูจากการผลิตนั่นเอง
องค์กรข้อมูลด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) มีรายงานว่าปริมาณน้ำมันดิบคงคลังในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนเมษายน (10 เมษายน) เพิ่มขึ้นเป็น 19.2 ล้านบาร์เรลซึ่งตัวเลขนี้มากกว่าที่ API คาดการณ์เอาไว้ ถึงกระนั้น API ก็ยังไม่ตระหนกมากเพราะตัวเลขนี้ยังไม่รวมการนำคลังเก็บน้ำมันสำรอง (SPR) ออกมาใช้ แต่ถ้านำตัวเลขมาคำนวณรวมกันแล้ว สินค้าน้ำมนดิบคงคลังของสหรัฐฯ อาจจะเต็มภายในเดือนพฤษภาคม
ถ้าที่กักเก็บน้ำมันของบริษัทผู้ประกอบการเต็มพวกเขาจะหันไปข้อความช่วยเหลือจากที่กักเก็บน้ำมันของภาครัฐ จากข้อมูลของกระทรวงพลังงานพบว่าสหรัฐฯ ยังมีที่เก็บน้ำมันอยู่อีกใน Gulf Coast ซึ่งเป็นที่เก็บน้ำมันของ 9 บริษัท รวมแล้วสามารถเก็บได้ทั้งสิ้นอีก 23 ล้านบาร์เรล เท่ากับว่าที่เก็บน้ำมันสำรองของรัฐบาลสหรัฐฯ มี 55 ล้านบาร์เรล
อย่างไรก็ตามความเบาใจนี้ไม่ได้เปลี่ยนสิ่งหรือข้อมูลที่เราได้ทราบมาก่อนหน้านี้เกี่ยวกับการลดกำลังการผลิตน้ำมัน ข้อมูลจาก EIA ในวันที่ 10 เมษายนยังเผยอีกว่าทุกวันนี้สหรัฐฯ ได้ลดกำลังการผลิตน้ำมันลง 100,000 บาร์เรลต่อวันจาก 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผู้ผลิตน้ำมันหลายๆ บริษัทของสหรัฐฯ ก็กำลังช่วยลดกำลังการผลิตอย่างมากที่สุดเท่าที่จะยอมรับได้แล้ว มีข่าวว่าบางแห่งถึงกับยอมลดลง 20,000 บาร์เรลต่อวันเลยทีเดียว
สิ่งสำคัญที่นักลงทุนต้องตระหนักเอาไว้เสมอว่ายังมีบริษัทผู้ผลิตน้ำมันอีกมากที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับ EIA แม้ข้อมูลจาก EIA จะเชื่อถือได้แต่เราต้องเพิ่มค่าความคลาดเคลื่อนของข้อมูลเอาไว้ด้วย การติดตามรายงานปริมาณน้ำมันดิบคงคลังในแต่ละสัปดาห์ของสหรัฐฯ จึงมีความสำคัญอย่างมากในช่วงนี้
2. ซาอุดิอาระเบียและกลุ่มโอเปกจะสามารถทำได้อย่างที่พูดหรือไม่
ซาอุดิอาระเบียเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 12 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเดือนเมษายนแล้วตอนนี้ก็มาลดกำลังการผลิตลง 8.5 ล้านบาร์เรลซึ่งจะเริ่มดำเนินการในเดือนพฤษภาคม แม้จะเป็นที่ทราบกันทั่วโลกแต่ตลาดก็ยังไม่วางใจว่าซาอุดิอาระเบียจะลดกำลังการผลิตตามที่สัญญาจริงหรือไม่ อ้างอิงข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก Aramco เผยว่าถ้าเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ซาอุดิอาระเบียไม่ลดกำลังการผลิตน้ำมันลงตามที่สัญญาไว้จริง ถังเก็บน้ำมันของ Aramco จะเต็มถึงขนาดว่าไม่สามารถย้ายไปเก็บไว้ที่ไหนได้อีกแล้วและจากนั้นเราจะได้เห็นราคาน้ำมันดิบร่วงลงอีกครั้ง
แต่ก็มีรายงานล่าสุดเข้ามาว่าซาอุดิอาระเบียได้เริ่มต้นลดกำลังการผลิตไปแล้ว 8.5 ล้านบาร์เรลต่อวันตามที่ได้ตกลงว่าจะลดในเดือนพฤษภาคม อย่างไรก็ตามตลาดก็มองว่ายังไม่พออยู่ดีเมื่อเทียบกับตัวเลขการเพิ่มกำลังการผลิตที่ซาอุดิอาระเบียทำไปก่อนหน้านี้ ดังนั้นถ้าซาอุดิอาระเบียจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตให้มากและรวดเร็วกว่านี้ ทุกครั้งที่ตลาดน้ำมันเกิดเรื่องเรามักจะได้ยินซาอุดิอาระเบียออกมาพูดเสมอว่า “กำลังพิจารณาลดกำลังการผลิตน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ” แต่คำพูดนั้นของซาอุดิอาระเบียยิ่งนานวันไปยิ่งฟังดูไม่น่าเชื่อถือเลย ถ้าท้ายที่สุดแล้วน้ำมันดิบใกล้จะล้นโลกจริงๆ คำถามคือซาอุดิอาระเบียกล้าจะลดกำลังการผลิตลงเป็นจำนวนตัวเลขที่ให้ตลาดเห็นว่านี่คือความเสียสละในฐานะของผู้ที่ต้องรับผิดชอบเพราะก่อเรื่องเอาไว้เองหรือไม่
3. การพิจารณาออกมาตรการกฏหมายใหม่สำหรับรัฐผู้ผลิตน้ำมันของสหรัฐฯ
รัฐที่ได้ชื่อว่าผลิตน้ำมันเยอะที่สุดของสหรัฐฯ มีเท็กซัส โอคลาโฮมาและนอร์ท ดาโกตากำลังได้รับพิจารณาให้มีกฏหมายเกี่ยวกับการผลิตน้ำมันดิบเพราะที่ผ่านมารัฐเหล่านี้ต่างมีกฏหมาย ระดับการผลิต ระดับการส่งออกที่เป็นของตัวเองมาโดยตลอด ประเด็นที่ทางรัฐสภากำลังพิจารณาอยู่คือ
1. หากกฏหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะกระทบต่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในระยะยาวหรือไม่
2. กฏหมายที่แต่ละรัฐมี (เกี่ยวกับเรื่องพลังงาน) จำเป็นและสอดคล้องกับกำลังและราคาน้ำมันดิบโลกหรือไม่
3. หากจำเป็นที่จะต้องมีคำสั่งออกมาจากรัฐบาลกลางให้ลดกำลังการผลิตจะเป็นผลดีหรือผลร้ายต่อเศรษฐกิจ บริษัทหรืออุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐ
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วองค์กรควบคุมอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าชในรัฐเท็กซัส (TRO) ได้จัดการประชุมโดยอนุญาตให้เจ้าของธุรกิจสามารถสนทนาถามตอบกับ 3 คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งมา ก่อนหน้าสัปดาห์ที่แล้วคณะกรรมการชุดนี้ได้ประกาศเลื่อนการตัดสินใจว่าจะแบ่งการผลิตน้ำมันของรัฐออกเป็นสัดส่วนตามที่จัดให้ซึ่งการตัดสินใจนี้ถูกเลื่อนออกไปจนถึงวันที่ 5 พฤษภาคม
2 ใน 3 ของบริษัทผู้ผลิตน้ำมันไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรปันส่วนนี้ในขณะที่มีส่วนหนึ่งเสนอให้คณะกรรมการบังคับให้ทุกบริษัทที่สามารถผลิตน้ำมันได้เกิน 1000 บาร์เรลต่อวันลดกำลังการผลิตลง 20% (อ้างอิงข้อมูลจากรายงานการผลิตของบริษัทในแต่ละเดือน) แม้คณะกรรมการจะเห็นด้วยกับการบังคับลดกำลังการผลิตน้ำมันเลยแต่พวกเขาก็อยากดูท่าทีของอีก 2 รัฐที่เหลือก่อนว่าจะตัดสินใจกับเรื่องนี้อย่างไร
ทางฝั่งของรัฐโอคลาโฮมาตัดสินใจออกมาเป็น 2 ต่อ 1 เสียงซึ่ง 2 เสียงเห็นด้วยว่าการผลิตน้ำมันออกมามากเกินไปจะถูกจัดประเภทให้เป็น “ไม่ก่อเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ” เชื่อว่าการตัดสินใจนี้จะเป็นการเริ่มมาตรการควบคุมการผลิตน้ำมันใหม่ของบริษัทไปในตัว อย่างไรก็ตามผลการตัดสินใจจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอถึงวันที่ 11 พฤษภาคม
ล่าสุดเมื่อวันอังคารองค์กรความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมนอร์ท ดาโกตา (NDIC) ตัดสินใจที่จะยังไม่ประกาศลดกำลังการผลิตออกมาและยังไม่พิจารณาจำกัดกำลังการผลิตน้ำมันแต่ทางรัฐก็ยังจับตาดูสถานการณ์ของอีกสองรัฐอยู่เช่นกัน อ้างอิงข้อมูลจากผู้อำนวยการ North Dakota Department แผนกดูแลเกี่ยวกับทรัพยากรเหมืองระบุว่าทางนอร์ท ดาโกตายังอยู่ในขั้นของการให้ลดกำลังการผลิตแบบสมัครใจ ข่าวดีก็คือทางหน่วยงานได้รับเอกสารขอสมัครใจหยุดกำลังผลิตมากถึง 5,000 ฉบับคาดการณ์ว่าอาจจะหมายถึงการลดกำลังการผลิตลงมากถึง 295,000 - 300,000 บาร์เรลต่อวัน
แม้ว่าความต้องการให้มีกฏหมายควบคุมการผลิตน้ำมันจากรัฐบาลกลางกับรัฐทั้งสามเพิ่มขึ้น แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้รัฐทั้งสามก็ยังได้สิทธิ์ในการตัดสินใจอย่างเต็มที่อยู่ว่าจะทำอย่างไรก็บการผลิตน้ำมัน ในขณะที่ผู้ออกกฏก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบของทั้งผู้ผลิตและต่อโลก เชื่อว่าถ้ามีรัฐใดรัฐหนึ่งเริ่มปฏิบัติตามกฏหมายจากรัฐบาลแล้วอีก 2 รัฐที่เหลือก็จะดำเนินการตาม
