ทองคำสามารถพุ่งสู่จุดสูงสุดใหม่เหนือ 5,600 ดอลลาร์ในปี 2026 ได้หรือไม่
WTI (NYSE:WTI) ส่งมอบเดือน June (หมดสัญญา 21 พ.ค.) เทรดต่ำสุดติดลบ -60% ลงไปต่ำสุดที่ 6.5 เหรียญต่อบาร์เรล และปิดตลาดที่ประมาณ 11.5 เหรียญ ลบลงไป -8.7 เหรียญ (-40%)
Brent (NYSE:BNO) ส่งมอบเดือน June (หมดสัญญา 30 เม.ย.) เทรดต่ำสุดติดลบ -30% ลงไปต่ำสุดที่ 17.5 เหรียญต่อบาร์เรล และปิดตลาดที่ประมาณ 19.06 เหรียญ ลบลงไป -6.5 เหรียญ (-23%)
โดยในคืนนี้นั้นทั้งราคา WTI ส่งมอบเดือน June (หมดสัญญา 21 พ.ค.) และ Brent ส่งมอบเดือน June (หมดสัญญา 30 เม.ย.) นั้นยังไม่ได้ใกล้หมดสัญญาเลยและสภาพคล่องยังสูงอยู่ แปลว่าผลกระทบของการลงของน้ำมันในวันนี้นั้นจะมีผลระทบต่อราคาน้ำมันในที่ต่างๆของโลกมากกว่าเมื่อวานนี้ (รวมถึงไทยด้วย)
และสรุปได้ว่า โลกกำลังกลัวการล้นของถังน้ำมันทั่วโลกอยู่จริงๆ
เหตุผลที่ราคาน้ำมันดิบโดนเทขาย
1.แรงเทขายทางเทคนิค - หลังจากราคา Brent หลุดแนวรับระดับต่ที่สุดของปีที่ 24 เหรียญในวันนี้ ทำให้มีแรงเทขายเข้ามามากเพราะใน 18 ปีที่ผ่านมาราคา Brent ไม่เคยเทรดอยู่ในระดับนี้มาก่อน ตลาดจึงไม่แน่ใจว่าแนวรับใหม่ที่เหมาะสมจะอยู่ที่ไหน
2. ตลาดกังวลว่าด้วยการใช้น้ำมันที่โดนกระทบโดยไวรัสทั่วโลกยังไม่กลับมาเป็นปกติ ถังเก็บน้ำมันทั่วโลกอาจจะล้นในเร็วๆนี้ โดยปริมาณถังทั่วโลกนั้นถึงจะตามดูได้ยาก แต่ในคืนวันพุธนี้ทาง EIA จะรายงานสต็อกน้ำมันดิบของสหรัฐให้ได้เห็นกันและเราสามารถนำมาเป็นตัวเลขเปรียบเทียบได้
3.มีรายงานว่า Floating Storage ทั่วโลกขึ้นสูงถึง 250 ล้านบาร์เรลแล้ว ทำให้ค่าขนส่งทางเรือแพงขึ้น เมื่อค่าขนส่งแพงขึ้นราคาน้ำมันดิบก็ต้องลดลงมาเพื่อที่ผู้ซื้อจะได้รับซื้อได้
4. มีข่าวลือในตลาดว่าซาอุอาจจะเริ่มลดการผลิตช้าลงกว่าที่กำหนดไว้ด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามกับข่าวที่เราได้รับจาก Wall Street Journal เมื่อคืนนี้ ที่กล่าวว่าทางซาอุอาจจะเร่งการลดกำลังการผลิต
5. กลุ่มโอเปกอาจจัดประชุมพิเศษขึ้นอีกรอบในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ เพื่อถกเรื่องการลดกำลังการผลิตน้ำมันอีกรอบ แต่ตลาดอาจมองว่ายังอีกนานไปหน่อย และทางซาอุก็จะไม่เข้าร่วมการต่อสาย Conference Call ด่วนของกลุ่มรัฐมนตรีพลังงานจากประเทศในโอเปกในวันที่ 28 เมษายน นี้จึงทำให้ตลาดกังวลได้
6. ทรัมป์ออกมาประกาศว่าอาจจะเปิดถังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์ (SPR) ของประเทศเพิ่มเป็นปริมาณ 75 ล้านบาร์เรล ให้ช่วยดึงน้ำมันจากผู้ผลิตในประเทศเก็บเข้าถังเพื่อบรรเทาภาวะน้ำมันล้นตลาด และจะทำการช่วยอุ้มบริษัทน้ำมันในประเทศไม่ให้ล้มละลาย แต่ก็ยังไม่มีผลบวกต่อตลาด
ถังน้ำมันล้นแล้วทำไมถึงไม่สร้างเพิ่ม ?
มีหลายท่าน Inbox เข้ามาถามคำถามนี้นะครับ โดยตอบสั้นๆก็คือโดยปกติแล้วน้ำมันนั้นมี Convenience Yield หรือประโยชน์ในการเก็บไว้ในมือ ทำให้ราคาในปัจจุบันจะแพงกว่าอนาคตเป็นส่วนใหญ่ (Backwardation) ซึ่งจะทำให้การจัดเก็บน้ำมันนั้นมีต้นทุนที่สูง และหากต้องการรักษามูลค่าของน้ำมันในถังโดยการป้องกันความเสี่ยงต่อราคาน้ำมันขาลง ก็ต้องทำการ Hedging และอาจทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่าออกไปได้ทุกเดือนจากการ Roll สัญญา ทำให้ไม่มีใครอยากจะเก็บน้ำมันเกินความจำเป็นในยามปกติอยากจะเก็บให้น้อยที่สุด จึงไม่มีความต้องการสร้างถังเพิ่มเว้นแต่ตั้งใจจะเก็บไว้เป็นถังน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์
แต่เนื่องจากสภาพตลาดตอนนี้ไม่ปกติ พอมีอุปทานสูงกว่าอุปสงค์เยอะก็ทำให้ราคาในปัจจุบันปรับตัวลงไปถูกกว่าอนาคต (Contango) ราคาต้องปรับรูปเป็นเช่นนี้เพื่อที่จะทำให้ผู้ซื้อมีแรงจูงใจเพียงพอในการเก็บน้ำมัน โดยความ Contango ของ Brent นั้นตอนนี้สูงสุดในรอบเกือบ 20 ปี
ใครอยากเข้าใจรายละเอียดคงต้องเข้าไปอ่านบทความ "พลังของเวลา" ที่แนบไว้ให้ในคอมเม้นท์นะครับ
เพราะฉะนั้นหากถังน้ำมันมีแนวโน้มจะเต็มไปอีกนานก็อาจจะมี การลงทุนในถังทั่วโลกเพิ่มขึ้นแน่นอนครับ แต่วันนี้นั้นคงสร้างไม่ทันเก็บน้ำมันที่ล้นแล้ว...
บทวิเคราะห์นี้เผยแพร่ครั้งแรกที่เพจ Oil Trading - ทันตลาดน้ำมันและเศรษฐกิจโลกกับ KP
