S&P 500 แตะ All-Time High หลัง PPI สหรัฐฯ ต่ำกว่าคาด
Earning Result
ช่วง 1Q63 KKP รายงานกำไรสุทธิ 1,484 ลบ. โต 20.8%YoY โดยมีแรงหนุนหลักจาก 1) รายได้ ดอกเบี้ยรับสุทธิโต 15.9%YoY สอดคล้องกับขนาดพอร์ตสินเชื่อที่ขยายตัว 7.1%YoY โดยสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อ SME โตเด่น 22.4%YoY และ 15.3%YoY ตามลำดับ จากแผนรุกขยาย สินเชื่อ High Yield ให้กับลูกค้ากลุ่ม Wealth ของบริษัท บวกกับ NIM ที่ขยับขึ้นเป็ น 4.63% จากเพียง 4.27% ในช่วง 1Q62จากการเปลี่ยนวิธีคำนวณดอกเบี้ยของสินเชื่อบางประเภทเป็นแบบ EIR (เช่นสินเชื่อบ้าน) บวกกับการรับรู้รายได้บางส่วนจากลูกหนี้ที่เป็น NPL ตามมาตรฐาน TFRS9 และรับรู้ผลประโยชน์จากมาตรการลดเงินนำส่งกองทุน FIDF 2) รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยโตเด่น 48.3%YoY หลังรายได้ธุรกิจ Brokerage ปรับขึ้นเด่น 67.9%YoY ตามมูลค่าซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงตลาดผันผวนและส่วนแบ่งการตลาดของ บล. ภัทร ที่ขยับขึ้นเป็น 10.3% จาก 7.3% ในปีก่อน อีกทั้งมีบันทึกกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าผ่านงบกำไรขาดทุนราว 459 ลบ. และ 3) ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองลดลง 47.1%YoY หลังบริษัทเริ่มใช้ประโยชน์จากสำรอง ส่วนเกินตั้งแต่ไตรมาสนี้ (ณ สิ้นไตรมาส 1 KKP มีสำรองส่วนเกินราว 1,793 ลบ. ซึ่งจะทยอยรับรู้แบบเส้นตรงภายใน 5 ปี)
อย่างไรก็ดีปัจจัยบวกดังกล่าวบางส่วนถูกหักล้างลงด้วยผลของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เร่งตัวขึ้นกว่า 36.3%YoY จน Cost to Income Ratio ดีดตัวขึ้นแตะ 60% จากเพียง 55% ในปีก่อน หลังผลขาดทุนจากสินทรัพย์รอการขายเพิ่มขึ้น 69.7%YoY ในช่วงที่ราคารถมือสองปรับตัวลง และได้ตั้งค่าเผื่อการปรับมูลค่าทรัพย์สินรอการขายตามหลักความระมัดระวังเพิ่มเติมอีก 665 ลบ. สำหรับอสังหาฯ ที่บริษัทประเมินแล้วว่าไม่สามารถขายออกได้ในช่วงสั้น ส่งผลให้กำไรสุทธิ ของ KKP อ่อนกว่าที่เราและตลาดประเมิน
คุณภาพสินทรัพย์ภายใต้มาตรฐานบัญชี TFRS9 ในภาพรวมยังค่อนข้างแข็งแกร่ง โดย NPL ratio ปรับลงเหลือ 3.93% จาก 4.11% ในช่วง 1Q62 และระดับ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 115.9% จาก 113.8%
Our Take
กำไรช่วง 1Q63 คิดเป็น 25.4% ของประมาณการทั้งปี เบื้องต้นเรายังคงประมาณการเดิม โดยเรามองกำไรช่วง 2Q-3Q63 ผลประกอบการจะอ่อนตัวลงจาก 1Q63 จากธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อที่ ได้รับผลกระทบจากกิจกรรมทาง ศก. ชะลอตัวลงส่งผลต่อกำลังซื้อของภาคครัวเรือน ทำให้เราประเมินว่ายอดขายรถยนต์มือหนึ่งในปีนี้จะแย่กว่าปีก่อน ขณะที่ NIM แม้คาดทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากได้ประโยชน์จากการปรับมาตรฐานบัญชี และไม่ได้รับผลลบจากการให้การช่วยเหลือลูกหนี้ (สินเชื่อเช่าซื้อส่วนใหญ่ให้พักชำระเฉพาะเงินต้นแต่ยังมีการรับรู้รายได้ดอกเบี้ย) และคาดต้นทุนทางการเงินจะเริ่มปรับตัวลง จากทั้ง Credit Rating ที่ถูกปรับขึ้นเป็น A ตั้งแต่ช่วง 3Q62 รวมทั้งได้แรงหนุนจากมาตรการ ธปท. ที่ลดเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน (FIDF) จาก 0.46% เป็น 0.23% ของเงินฝาก. นอกจากนี้ธุรกิจ IB คาดมีรายได้ที่ปรึกษาทางการ เงินจากดีลใหญ่ในปีนี้อย่าง OR เข้ามาในช่วงปลายปี
แม้เรามองภาพแนวโน้มธุรกิจในปี 2563 ของ KKP จะไม่สดใส แต่ด้วยพอร์ตสินเชื่อส่วนใหญ่ของ บริษัทคิดดอกเบี้ยคงที่ทำให้ได้รับผลทางลบจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงน้อยกว่าแบงก์ใหญ่ อีกทั้ง ปัจจุบันราคาหุ้นยังมีUpside 24.4% จากมูลค่าพื้นฐานเดิมปี 2563 เดิมที่ 51 บาท (วิธี GGM) และคาดยังรักษาระดับการจ่ายเงินปันผลได้ในระดับใกล้เคียงเดิม โดยเราคาด Div. Yield ในปีนี้ ที่ 10.4%
บทวิเคราะห์นี้จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยทีมนักวิเคราะห์ของ Yuanta Securities








