เงินเอเชียอ่อนค่า ดอลลาร์แข็งค่าหลัง Fed เหยี่ยวจัด ดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าจากข้อมูลการจ้างงานที่แข็งแกร่ง
ตลอดทั้งสัปดาห์นี้นอกจากความร้อนแรงของดัชนีดาวโจนส์ที่ร่วงลงวันละเกือบ 2,000 จุดจนตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ต้องทำ Circuit Breakers ถึง 2 ครั้งแล้ว ดราม่าของวงการน้ำมันดิบก็ดังไม่แพ้กัน หลังจากรัสเซียปฏิเสธซาอุดิอาระเบียในเรื่องของการลดกำลังการผลิตน้ำมัน 1.5 ล้านบาร์เรลไปแล้วสร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นภายในระหว่างกลุ่มโอเปกและประเทศพันธมิตรประกอบกับข่าวลวงมากมายถึงความรุนแรงที่อาจจะตามมาส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบผันผวนและร่วงลงอย่างที่ไม่ได้เห็นมานานนับตั้งแต่วิกฤติทางการเงินปี 2008
ข้อมูลข้างล่างนี้คือสิ่งที่เราได้ไปรวบรวมข้อมูลมาซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือพอที่จะบอกกับนักลงทุนได้ว่าแท้จริงแล้วอะไรคือสิ่งที่กำลังผลักดันราคาให้ลงสู่เหลวลึกในขณะนี้
แท้จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้น?
ในปี 2019 ตลาดถูกปกคลุมไปด้วยข่าวสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ - จีนแล้วนักลงทุนก็มักจะได้ยินคำพูดอย่างเช่นเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว อัตราการเติบโตค่อยๆ ลดลง ฯลฯ ซึ่งการมาของไวรัสโคโรนาเป็นเพียงตัวกระตุ้นที่ทำให้ข่าวพวกนี้หรือบรรยากาศทึมๆ ในตลาดถล่มลงมาหมดประกอบกับการบริโภคน้ำมันในประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกอย่างจีนลดลงจึงทำให้ความต้องการน้ำมันดิบในปี 2020 ลดลง
มีรายงานว่าหลังจากไวรัสโคโรนาระบาด ประเทศจีนสั่งลดจำนวนคาร์โก้น้ำมันที่ซื้อมาจากบริษัท West African ซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดหาน้ำมันจากประเทศซาอุดิอาระเบียลง การที่ปริมาณความต้องการน้ำมันในโลกลดลงโดยเฉพาะจีนที่สั่งลดการนำเข้าน้ำมันทำให้ตลาดเริ่มเป็นกังวลและราคาน้ำมันก็เริ่มปรับตัวลดลง

จากนั้นในงานประชุมของกลุ่มโอเปกและพันธมิตรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โอเปกจึงเปิดประเด็นด้วยความต้องการลดปริมาณการผลิตน้ำมันเพื่อสู้กับปริมาณความต้องการน้ำมันที่ลดลงและสร้างเสถียรภาพให้กับราคาน้ำมันอีกครั้ง แต่ปัญหาอยู่ที่การจะลดกำลังการผลิตได้ รัสเซียจำเป็นที่จะต้องเห็นด้วยและยอมลดกำลังการผลิตลงมาตามโควตาที่โอเปกคาดหวังไว้
แม้ว่าจีนจะสั่งลดจำนวนคาร์โก้จากซาอุดิอาระเบียลงแต่ว่าจีนกลับไม่ได้ลดยอดการสั่งซื้อน้ำมันจากรัสเซียลงเช่นเดียวกับซาอุดิอาระเบีย รัสเซียจึงไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องลดกำลังการผลิตเพื่อลดกำไรที่ได้จากน้ำมัน ดังนั้นในการประชุมของโอเปกรัสเซียจึงมั่นใจที่จะเลือกไม่เห็นด้วยกับโอเปกเพื่อรักษาผลกำไรที่ประเทศของตนสมควรจะได้รับเอาไว้ ประเทศทางฝั่งยุโรปเองก็ไม่เชื่อตั้งแต่แรกแล้วว่ารัสเซียจะยอมตัดกำไรของตนเองเพื่อทำตามความต้องการของโอเปก
จากความบาดหมางที่เกิดขึ้นจึงทำให้ซาอุดิอาระเบียหันไปขายน้ำมันให้กับเจ้าอื่นๆ อย่างเช่นประเทศในเอเชียและตัดสินใจเพิ่มกำลังการผลิตของตนขึ้นเป็น 12.3 ล้านบาร์เรลต่อวันโดยสาเหตุมีเพียงอย่างเดียวคือเพื่อตัดราคาน้ำมันกับรัสเซีย
ความสำคัญอยู่ตรงนี้ สงครามราคาน้ำมันที่เกิดขึ้นความจริงแล้วออกจากนิยามผิดไปอยู่บ้าง หากเป็นสงครามน้ำมันจริงๆ จะต้องเกิดการตัดราคาไปมาระหว่างสองฝ่าย ซาอุดิฯ ตัดราคารัสเซีย รัสเซียตัดราคาซาอุดิฯ คืน แต่เหตุการณ์นี้ยังไม่เกิดขึ้น กลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดตอนนี้คือความกังวลและการวิตกเกินเหตุของตลาดประกอบสัปดาห์นี้ที่ตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ร่วงลงอย่างรุนแรงตั้งแต่วันจันทร์และทำให้ราคาน้ำมันลดลงมามากกว่า 30%
รัสเซียออกมาตอบโต้ซาอุดิฯ ด้วยท่าทีที่ดูเป็นผู้ใหญ่กว่า ไม่สะทกสะท้านต่อการเคลื่อนไหวของซาอุดิฯ พร้อมทั้งประกาศจะเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้นอีกและถ้าจำเป็นรัฐบาลก็พร้อมที่จะอัดเงินอีก $150 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพยุงเศรษฐกิจและชดเชยงบประมาณที่เสียไป ซาอุดิฯ ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกันประกาศว่าตัวเองมีน้ำมันสำรองมากถึง 12 ล้านบาร์เรลต่อวันและเพียงพอที่จะเล่นเกมยาวๆ กับรัสเซียในครั้งนี้
สิ่งที่สำคัญสำหรับนักลงทุนตอนนี้นอกจากจะต้องจับตาดูท่าทีของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังต้องจับตาดูอีกด้วยว่าตลาดหลังจากนี้จะมีความเห็นอย่างไรกับสภาพโดยรวมของตลาดลงทุนซึ่งตอนนี้ใครๆ ต่างก็หวาดกลัวสงครามราคาระหว่างทั้งสองฝ่าย
แม้เป็นเรื่องเล่าที่ไม่มีที่มาชัดเจนก็สามารถทำลายเสถียรภาพราคาน้ำมันดิบได้
จนถึงตอนนี้คำว่าสงครามราคาน้ำมันเป็นเพียงคำพูดที่คนทั่วไปใช้เรียกสถานการณ์ในตอนนี้เท่านั้น แท้จริงแล้วยังไม่มีการยืนยันจากทั้งสองฝ่ายว่ากำลังทำสงครามราคาน้ำมันกัน เชื่อว่าไม่นานหลังจากนี้เราจะได้เห็นรัสเซียลดราคาน้ำมันลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำมันของซาอุดิอาระเบีย
สิ่งที่เราเห็นในตอนนี้คือศึกสามก๊กระหว่าง 3 ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และซาอุดิอาระเบีย การแข่งกันทำราคาน้ำมันให้ถูกลงมีแต่จะสร้างผลเสียให้กับสหรัฐฯ ด้วยต้นทุนการผลิตน้ำมันที่แพงกกว่าทั้งสองชาติ แต่ไม่ว่าจะแข่งกันดุเดือดแค่ไหนฝ่ายที่ได้รับประโยชน์เต็มๆ คือผู้บริโภคซึ่งเราเชื่อว่าความต้องการน้ำมันดิบจะกลับมาหลังจากไวรัสโคโรนาจบลง
อย่างไรก็ตามในตอนนี้ความผันผวนจะยังคงอยู่คู่ตลาดลงทุนต่อไปตราบเท่าที่เรายังเห็นการร่วงลงอย่างมหาศาลของตลาดหุ้นและยังมีคนคอยพร่ำบอกว่า “นี่คือสงครามราคาน้ำมัน” ต่อไปเรื่อยๆ การแข่งกันลดราคาน้ำมันในครั้งนี้อาจกินระยะเวลาเป็นเดือนหรือเป็นปี แต่ถ้าการแข่งขันระหว่างรัสเซียและซาอุดิอาระเบียยังคงเกิดต่อไปเรื่อยๆ จนปริมาณความต้องการน้ำมันดิบกลับมาได้ ในตอนนั้นเราจะได้เห็นเสถียรภาพในราคาน้ำมันดิบกลับมาเอง ต้องมารอดูตัวเลขความต้องการน้ำมันดิบในเดือนพฤษภาคมนี้กัน
