เงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.8% ในปีนี้ และ 3.4% ในปี 2027 ตามที่หัวหน้า IMF กล่าว
-
กำไรเพียงเล็กน้อยในวันศุกร์ สะท้อนถึงข้อตกลงทางการค้าที่ไม่ส่งผลต่อตลาดมากนัก
-
การลดอตราผลตอบแทนของพันธบัตรนั้นสร้างความสับสนให้กับนักลงทุนที่มีข้อข้อตกลงการค้าของสหรัฐฯ และ จีน
-
ดัชนีความผันผวน (VIX) ที่ร่วงลงอาจบ่งบอกถึงอีกขาที่ปรับสูงกว่าหุ้น
หลังจากที่มีรายละเอียดของข้อตกลงทางการค้าในระยะแรกออกมาในวันศุกร์ ดัชนีหลักขอสหรัฐฯ สามในสี่ตัว คือ ดาวโจนส์, S&P 500 และ NASDAQ ปิดตลาดสูงขึ้นในสัปดาห์และมี SPX สร้างสถิติใหม่เป็นประวัติการณ์ เว้นเพียงแต่ดัชนี Russell 2000 ที่ปิดตลาดต่ำกว่าเดิม
แม้ว่าเราจะเชื่อมั่นในข้อตกลงการค้าในปัจจุบัน (ข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ด้านล่าง) แต่เราคาดว่าหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความเสี่ยงบนความเชื่อมั่นนั้นกลับสู่ตลาด หลังจากที่เฟดรักษานโยบายการผ่อนคลายทางการเงินไว้ ผลการเลือกตั้งของสหราชอาณาจักรก็ไม่ยากที่จะคาดเดา และการค้าก็ดูเหมือนว่าจะมีการแก้ไขปัญหาในทิศทางที่เป็นบวกมากขึ้น อย่างไรก็ตามเราก็ต้องมีความระมัดระวังกันต่อไป
ผลตอบแทนแบบจำกัด
หลังจากที่มีการลงนามข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนแล้ว ดูเหมือนว่านักลงทุนตลาดขาขึ้นต่างมีการปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นเราก็ยังมีข้อสงสัยว่า ทำไมข่าวดีที่รอคอยมานานนั้นสร้างผลกระทบที่จำกัดต่อผลหุ้นทั่วโลก นักวิเคราะห์ได้ให้ความเห็นว่าการลงนามในครั้งนี้เป็น การยอมจำนนให้กับประเทศจีน หลังจากที่มีการเจรจายาวนานถึง 18 เดือนด้วยกันที่สหรัฐฯ พยายามที่จะทำกำไรจากการค้ากับจีน โดยที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ระบุว่าเป็น “ข้อตกลงที่น่าทึ่ง”
ในเซสชั่นของวันศุกร์ หุ้นได้แกว่งเป็นวงกว้างระหว่างได้กับเสีย การซื้อขายดาวโจนส์นั้นอยู่ในรูปแบบของแท่งเทียนแบบคลื่น (Wave Candle)
รูปแบบของกราฟนั้นขึ้นลงใกล้จุดเปิด สร้างการเคลื่อนไหวที่มากมายแต่สร้างความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับข้อตกลงทางการค้า
แม้ว่าข้อตกลงทางการค้าที่เกิดขึ้นจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ใหญ่ที่สุดในตลาดตั้งแต่เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่หุ้น 30 ตัวที่เป็นส่วนประกอบในดัชนีนั้นล้มเหลวที่จะสร้างจุดสูงสุดใหม่ ปิดตลาดที่ 0.13% ตั้งแต่บันทึกครั้งล่าสุดที่ 27 พ.ย. MACD ยังไม่ได้เข้าสู่สัญญาณซื้อและ RSI ให้ความแตกต่างเป็นลบเนื่องจากโมเมนตัมล้มเหลว เมื่อเทียบกับราคาที่สูงขึ้น
ราคาหุ้นได้พัฒนาออกเป็นรูปแบบกว้างในแนวโน้มขาลง เช่นเดียวกับเหตุผลของแท่งเทียนในรูปแบบคลื่นที่สูงที่เป็นสัญญาณของการกลับตัว มันบ่งบอกถึงการขาดความเป็นผู้นำ เนื่องจากราคาแกว่งตัวจากด้านหนึ่งไปอีกด้าน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่ใจของนักลงทุน
ในขณะเดียวกันดัชนีสำคัญของสหรัฐทั้งหมดปรับตัวสูงขึ้นในสัปดาห์นี้ซึ่งถือเป็นกำไรรายสัปดาห์ที่ 9 จาก 10 สำหรับดัชนี S&P 500
แม้เราจะระมัดระวังในการเชื่อใจข้อตกลงระยะที่ 1 นี้เพื่อนำเสนอเส้นทางที่ยั่งยืนเพื่อการแก้ไขปัญหาการค้าขั้นสุดท้าย เมื่อวันศุกร์ นักลงทุนต่างก็สามารถตัดปัญหาใหญ่ 3 ข้อที่ส่งผลให้ตลาดเกิดความไม่แน่นอนออกไปได้ นั้นคือ ข้อตกลงทางการค้า การตัดสินใจของเฟดที่จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ และสถานการณ์ Brexit ที่นายบอริส จอนห์นสันได้รับเสียงส่วนมากนั่นเป็นสัญญาณว่าผู้ลงคะแนนต้องการให้เรื่องของ Brexit “จบลงเสียที”
แต่ตลาดจะทำอย่างไรหากไม่มีความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ต้องกังวล ราวกับว่าเกาหลีเหนือนั้นรอคิวของตัวเองอยู่แล้ว ก็ได้ก้าวเข้ามาเพื่อเป็นคำตอบให้กับคำถามนั้น เกาหลีเหนือได้ทำการ “การทดสอบที่สำคัญ” อีกครั้งกับการปล่อยขีปนาวุธ(ICBMs) ที่สามารถไปถึงสหรัฐฯ ได้
และเพื่อเป็นการเพิ่มความกังวลต่อตลาด Brian Hook เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอาวุโส ได้กล่าวว่าการโจมตีอิบริษัทน้ำมันหลัก (Saudi Aramco)ของอิหร่านเมื่อเดือน ก.ย. นั้นคือการท้าทายให้เกิดสงคราม ตั้งแต่นั้นมาทำให้น้ำมันดิบเวส์ทเท็กซัส (WTI) ได้ก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุด
ขาขึ้นของน้ำมันได้จบลงเนื่องจากการเดิมพันสุทธิในระยะยาวของสหรัฐฯ ได้เพิ่มขึ้น 52% ซึ่งมากที่สุดในรอบ 3 ปี จากการมองโลกในแง่ดีของการต้องการยุคใหม่หลังจากมีการลงนามในข้อตกลง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงต้องเผชิญกับ เส้นแนวต้านทางเทคนิคหลายประการเสียก่อน
เพื่อตอกย้ำราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อวันศุกร์ พันธบัตรรัฐบาลซึ่งรวมไปถึงตราสารหนี้ 10 ปี มีผลตอบแทนที่ลดลง โดยทางเทคนิคแล้ว อัตราดอกเบี้ยได้เจอกับแนวต้านที่เว้นค่าเฉลี่ย DMA 200 วัน แตะเส้น MA เป็นครั้งแรกหลังจากที่ร่วงลงในช่วงเดือน ธ.ค. 2018 หลังที่ติดอยู่ในกับดักของแนวโน้มขาลงเมื่อเดือนพ.ย. 2018
นักลงทุนต่างเดิมพันใน ฟิวเจอร์ของสหรัฐฯ ด้วยความหวังที่ว่าความผันผวนจะลดลง และเป็นดังคาดที่ ดัชนีความผันผวน (VIX) ได้ปรับลดลงติดต่อกันเป็นวันที่ 4 ที่เข้าสู่ช่วงปลายเดือนพ.ย. ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นเหตุการณ์ปกติ
