เงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.8% ในปีนี้ และ 3.4% ในปี 2027 ตามที่หัวหน้า IMF กล่าว
Weekly Investment Theme: Nov 11-15, 2019
Market Review
· ความหวังของบรรดาผู้เล่นในตลาดที่คาดว่าสหรัฐฯกับจีนจะบรรลุข้อตกลงการค้าได้ และภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่พลิกกลับมาฟื้นตัวดีขึ้น จากการขยายตัวต่อเนื่องของภาคการบริการ (Services sector) ในฝั่งสหรัฐฯและยุโรป ส่งผลให้ตลาดทุนโดยรวมอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง(Risk-On) และทำให้ดัชนีตลาดหุ้นหลัก อย่าง S&P500 สามารถปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่
· ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชีย อาทิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (ดัชนี TOPIX) ก็ปรับตัวขึ้นสูงกว่าในช่วงที่ตลาดปั่นป่วนจากความกังวลสงครามการค้านระหว่างไตรมาสที่ 2 และ 3
· อย่างไรก็ดี การเปิดรับความเสี่ยงของตลาดได้ทำให้นักลงทุนเลือกเทขายสินทรัพย์ปลอดภัย กดดันให้ยีลด์ของพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10ปี ทั่วโลกต่างปรับตัวขึ้น
· นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ก็ได้กดดันให้นักลงทุนเทขายทำกำไร กองทุนอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐาน หลังส่วนต่างระหว่างยีลด์ของกองทุนกับบอนด์ยีลด์เริ่มแคบลง โดยในฝั่งไทย ปัญหาสภาพคล่องต่ำของกองทุนอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นอีกปัจจัยที่ยิ่งช่วยให้ราคาปรับตัวลงแรง
· ด้านฝั่ง ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัว แม้ว่ายอดน้ำมันดิบคงคลัง (Crude Inventories)ในสหรัฐฯ ยังคงเพิ่มขึ้นมากกว่าคาด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากตลาดรับรู้ข่าว IPO หุ้นบริษัท Saudi Aramco และแนวโน้มเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว ขณะที่ราคาทองคำดิ่งลงราว 3.0% หลังตลาดเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
Economic Outlook
· สัปดาห์นี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามก็คือ ถ้อยแถลงของประธานเฟดต่อสภาคองเกรส โดยจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับการตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินของเฟด รวมถึงมุมมองภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งถ้าหากประธานเฟดมีมุมมองที่เป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจมากขึ้น ก็สามารถช่วยให้ตลาดยังอยู่ในบรรยากาศเปิดรับความเสี่ยงได้
· ในส่วนรายงานข้อมูลเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เริ่มจากวันพุธ ตลาดมองว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 3 จะขยายตัวเพียง 0.8% จากปีก่อนหน้า หลังสงครามการค้าและเศรษฐกิจโลกชะลอตัวได้กดดันภาคการส่งออกและการลงทุนเอกชน ส่วนในฝั่งจีน ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) จะขยายตัว 8.0% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ชี้ว่าเศรษฐกิจจีนก็เริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว
· ถัดมาในวันพฤหัสฯ ภาพรวมเศรษฐกิจยูโรโซนอาจไม่สดใส โดยตลาดมองว่าเศรษฐกิจเยอรมนีจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) หลังเศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องทั้งในไตรมาสที่ 2 และ 3 จากภาคการผลิตอุตสาหกรรมที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง
· นอกจากนี้ ตลาดจะติดตามประเด็นการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยตลาดอาจเริ่มปรับลดความคาดหวังต่อข้อตกลงการค้าระหว่างสองประเทศลงบ้าง หลังประธานาธิบดีทรัมป์ ยังไม่เห็นชอบกับข้อเสนอของจีนที่จะให้สหรัฐฯยกเลิกกำแพงภาษีการค้าที่ได้ประกาศใช้ไปแล้ว
Theme of the Week
· สำหรับสัปดาห์นี้ แม้ว่าจะมีรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ของหลายประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ที่จะย้ำภาพเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ตลาดก็จะไม่ได้ตอบรับในเชิงลบมากนัก เพราะเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว จึงมองว่าประเด็นที่จะมีน้ำหนักต่อตลาด ก็คือมุมมองแนวโน้มเศรษฐกิจของประธานเฟด และความคืบหน้าการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
· เราเชื่อว่า นักลงทุนบางส่วนจะขายทำกำไรสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น หลังตลาดเริ่มปรับลดความคาดหวังข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ทำให้ตลาดทุนโดยรวมมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบ (Sideways) แต่ตลาดก็อาจกลับมาเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นได้ หากประธานเฟดมีมุมมองที่เป็นบวกต่อภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ
· ในระยะสั้น เรามองว่า หากนักลงทุนมีกำไรจากการถือสินทรัพย์เสี่ยงในระดับ 10% ขึ้นไปก็สามารถพิจารณาขายทำกำไรออกมาได้ และรอจังหวะเข้าซื้ออีกครั้ง (Buy on dip) ในกลุ่มสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของปันผลหรือกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ (Income Generating Assets) ซึ่งจะเป็นที่ต้องการของตลาดในช่วงปลายวัฏจักรเศรษฐกิจ (Late Cycle)
· โดยถ้านักลงทุนรับความเสี่ยงได้ไม่มาก กองทุนรวม พันธบัตรรัฐบาลในตลาดเกิดใหม่ (EM Sovereign Debt) ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจด้วยยีลด์ราว 3.8% ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้น กองทุนรวม อสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐาน (REITs and Infra)ที่มีการกระจายการลงทุนไปต่างประเทศก็มีความน่าสนใจด้วยยีลด์ที่มากกว่า 4.0%
· สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้ หุ้นปันผลสูงและคุณภาพดี (High Dividend and High Quality) คือคำตอบในช่วงที่ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้สดใส และตลาดก็ยังมีความเสี่ยงที่จะกลับมาผันผวนมากขึ้น แต่หากนักลงทุนกล้าเสี่ยงเต็มที่ เราคงมุมมองว่า การลงทุนในหุ้นจีน A shares ยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะแรงกดดันจากเกมส์การเมืองสหรัฐฯ จะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการจะพักรบสงครามการค้าชั่วคราวกับจีน นอกจากนี้ เราก็เริ่มเห็นปัจจัยบวกต่อหุ้นจีนมากขึ้น จากสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และแรงซื้อหุ้นจีนจากนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้น
· ส่วนในระยะยาว ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมากขึ้น นักลงทุนควรถือโอกาสในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวขึ้น “รอจังหวะ” เพื่อทยอยซื้อสะสม “พันธบัตรรัฐบาล” และหากนักลงทุนกล้าเสี่ยงและรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ พันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ (EM Sovereign Bonds) คือตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยระดับยีลด์ที่สูงกว่า บอนด์ DM อีกทั้ง บอนด์ EM มักจะปรับตัวขึ้นได้ดี หากเงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง
สำหรับมุมมองเราต่อ Asset Classes ต่างๆ มีดังนี้
· Equity: คงมุมมองเป็น “Neutral” เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว และความไม่แน่นอนของสงครามการค้าจะเป็นปัจจัยที่สามารถกดดันบรรยากาศการลงทุนได้ทุกเมื่อ นักลงทุนจึงควรลดสัดส่วนการถือครองหุ้น และรอโอกาสเข้าซื้อ หากตลาดมีการปรับฐานหนัก (Buy on Dip) เพื่อเลือกซื้อของถูก โดยควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพดีและให้ปันผลสูง (High Quality and High Dividend Yield)
· US Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มชะลอตัวมากขึ้น และปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ซื้อ/ขายกันในระดับราคาที่แพง (P/E ราว 20 เท่า) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา (P/E 17.9 เท่า) ดังนั้น Upsides ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ดูจะไม่คุ้มความเสี่ยง นักลงทุนควรพิจารณาทยอยขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ เมื่อดัชนี เริ่มทำจุดสูงสุดใหม่
· Europe Equity: คงมุมมอง “Neutral” เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น และผลกระทบของสงครามการค้าและปัญหาการเมืองในยุโรปอาจกดดันแนวโน้มผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี หุ้นยุโรปก็ยังมีแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางยุโรป และเราอาจจะมีมุมมองที่เป็นบวกกับหุ้นยุโรปมากขึ้น หากรัฐบาลยุโรป อาทิ รัฐบาลเยอรมนี เริ่มใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
· Japan Equity: คงมุมมอง “Neutral” เพราะในระยะสั้น ตลาดมีโอกาสเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากความหวังการเจรจาการค้าจีนกับสหรัฐฯ ทำให้เงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น อีกทั้ง ราคาปัจจุบันของหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX Index) ที่ P/E 14.6 เท่า ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 17.5 เท่า แต่ในระยะยาว ความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะกดดันให้เงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเสมอ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets) ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อหุ้นญี่ปุ่น
· EM Equity: คงมุมมอง “Neutral” ตลาดหุ้นก็สามารถรีบาวด์ขึ้นได้ในช่วงสั้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ดีบางประเทศในตลาดเกิดใหม่ยังคงมีปัญหาการเมืองในประเทศ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อระดับสูง นักลงทุนจึงควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มประเทศดังกล่าว และรอให้สถานการณ์การเมืองเริ่มชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน
· China Equity: คงมุมมอง “Overweight” โดยเราเชื่อว่าในระยะสั้น ทั้งสองฝ่ายมีความต้องการที่จะพักรบสงครามการค้าชั่วคราวและบรรลุข้อตกลงการค้าบางส่วนได้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นจีนก็ยังมีปัจจัยหนุนอยู่ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลางจีน (PBOC) และ การเพิ่มสัดส่วน หุ้นจีน A-Shares บนดัชนีของ MSCI ดังนั้น การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนก็จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นจีน (Buy on Dip) ในราคาที่ไม่แพง
· Thai Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงและทั้งปีจะโตได้ไม่ถึง 3%จากปีก่อนหน้า ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอาจแย่ลงกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ สอดคล้องกับการปรับสัดส่วนการลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้น Cyclical เป็น หุ้น Defensive ของนักลงทุนสถาบัน
· Fixed Income: คงมุมมอง “Neutral” โดยในระยะสั้น แม้ว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นปัจจัยหลักที่หนุนตลาดบอนด์ แต่บอนด์ยีลด์ก็ปรับตัวลดลงมามากทำให้มีโอกาสที่ยีลด์จะปรับตัวขึ้นได้ หากตลาดพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยง อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างแน่นอน นักลงทุนควรรอจังหวะที่บอนด์ยีลด์เด้งขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบอนด์
· Global Fixed Income: คงมุมมอง “Neutral” โดยมองว่าตราสารหนี้ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลมียีลด์ที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยีลด์พันธบัตรรัฐบาลก็ปรับตัวลดลงมามาก ทำให้เสี่ยงที่ยีลด์จะเด้งขึ้นแรง เมื่อตลาดกล้าเสี่ยงในช่วงสั้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและให้ยีลด์ที่สูง โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ (EM Sovereign Debts) ของประเทศที่มีปัญหาการเมืองน้อย ยังคงน่าสนใจด้วยยีลด์ที่สูงกว่าตลาด DM ราว 2% อีกทั้งตราสารหนี้ EM ยังจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของเฟด และการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางใน EM
· Thai Fixed Income: คงมุมมอง “Underweight”เพราะยีลด์บอนด์ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.6% ต่ำกว่า ยีลด์โดยเฉลี่ยจากบอนด์กลุ่ม EM ที่ระดับ 3.8% ทำให้นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีตัวเลือกอื่นในตลาดเกิดใหม่ที่ดีกว่าบอนด์ไทย
· Alternative Assets: คงมุมมอง “Overweight” เนื่องจากนักลงทุนจะแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมียีลด์ที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง กองทุนอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐานยังมีความน่าสนใจ ด้วยยีลด์ที่สูงระดับ 4-5% อย่างไรก็ดีนักลงทุนควรตระหนักไว้ว่า หากตลาดกลัวความเสี่ยงมากและไล่ขายสินทรัพย์เสี่ยง กองทุนอสังหาฯ ก็จะมีโอกาสโดนเทขายได้เช่นกัน
· REITs/Infra.: คงมุมมอง “Overweight” เพราะกองทุนอสังหาฯ โดยรวมยังให้ยีลด์ที่สูงกว่าตราสารหนี้ราว 3% และยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทว่า นักลงทุนก็ควรเลือกกองทุนอสังหาฯที่มีการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ และมีสัดส่วนการลงทุนมากกว่าในไทย เพราะกองทุนอสังหาฯไทย ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากอย่างรวดเร็ว จากความต้องการของนักลงทุนและสภาพคล่องที่ต่ำ ทำให้กองทุนอสังหาฯไทย แพงขึ้นมากในสายตาของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งพร้อมที่จะขายทำกำไรกองทุนอสังหาฯไทยได้ทุกเมื่อ หากตลาดกลับมาปิดรับความเสี่ยง
· Commodity: คงมุมมอง “Neutral” โดยในระยะสั้น ราคาน้ำมันดิบจะได้รับแรงหนุนจากความหวังข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐฯ, โอกาสที่กลุ่มโอเปก+ จะลดกำลังการผลิตเพิ่ม รวมทั้งความต้องการน้ำมันจากโรงกลั่นที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยช่วงการปิดปรับปรุงโรงกลั่นในปีนี้ที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการปรับปรุงเพื่อตอบรับมาตรฐานเชื้อเพลิงใหม่ IMO 2020 แต่ในระยะยาว ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จากความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบ โดยความต้องการน้ำมันจะกลับมาลดลง ตามภาพเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่อุปทานน้ำมันดิบก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นหนุนโดยกำลังการผลิตน้ำมันในฝั่งสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง
· Gold: คงมุมมอง “Overweight” เพราะข้อมูลในอดีตชี้ชัดว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่ธนาคารกลางต่างใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และภาพรวมเศรษฐกิจโลกไม่สดใส ดังนั้น หากตลาดเปิดรับความเสี่ยงในระยะสั้น และทำให้ราคาทองคำปรับฐาน นักลงทุนก็ควรมองว่าการปรับฐานดังกล่าวเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อสะสมทองคำ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง (Buy on Dip)
