มองตลาดเปิดรับความเสี่ยง ...เตรียมซื้อหุ้นปันผลสูง

เผยแพร่ 28/10/2019 11:55

Weekly Investment Theme: Oct 28 – Nov 1, 2019

Market Review

· ตลาดหุ้นโดยรวมเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากความหวังว่าสหรัฐฯกับจีนจะสามารถลงนามข้อตกลงการค้าได้ในการประชุมสุดยอดผู้นำ APEC ที่ชิลีในเดือนหน้า

· แม้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น แต่ตลาดหุ้นไทยกลับสวนทางด้วยการปรับตัวลงกว่า 2% หลังนักลงทุนสถาบันต่างเทขายหุ้นไทย จากความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจและแนวโน้มผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะผลประกอบการบริษัทในกลุ่ม Cyclical ทำให้นักลงทุนสถาบันเริ่มปรับพอร์ตมาถือหุ้นกลุ่ม Defensive มากขึ้น (Sector Rotation)

· ฝั่งตลาดตราสารหนี้ บอนด์ไทยปรับตัวขึ้นโดดเด่น จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยหลังนักลงทุนไทยปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ขณะเดียวกันนักลงทุนต่างชาติยังคงเข้ามาซื้อบอนด์ไทยสุทธิราว 2.3พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการซื้อสุทธิบอนด์ระยะยาว (อายุมากกว่า 1ปี) แม้ว่าบอนด์ยีลด์ไทยจะอยู่ที่ระดับ 1.6% น้อยกว่าบอนด์ยีลด์ในกลุ่ม EM ที่เฉลี่ยราว 3.9% ชี้ว่านักลงทุนต่างชาติยังมีความเชื่อมั่นที่จะลงทุนในตลาดทุนไทย

· ส่วนตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้น 5.1% ตอบรับความคาดหวังของตลาดว่ากลุ่มโอเปกจะลดกำลังการผลิตเพิ่มเติม และความหวังข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

Economic Outlook

· สัปดาห์นี้ มีหลายประเด็นสำคัญที่ควรติดตาม อาทิ การประชุมเฟดในวันพฤหัสฯ ที่ตลาดคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.50-1.75% และรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Non-farm Payrolls) ในวันศุกร์ ที่มีโอกาสจะลดลงต่ำกว่าระดับ 1 แสนรายอีกครั้ง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการหยุดงานประท้วงของพนักงานบริษัท General Motor (GM) ที่ส่งผลกระทบต่อยอดการจ้างงานอย่างน้อย 5 หมื่นราย

· นอกจากนี้ ตลาดจะติดตาม ความวุ่นวายของการเมืองยุโรปจากประเด็น Brexit เนื่องจาก ผู้นำสหภาพยุโปจะมีการประชุมในระหว่างวันจันทร์-วันอังคารเพื่อกำหนดเส้นตาย Brexit ใหม่ ขณะที่รัฐบาลอังกฤษก็เตรียมยื่นญัตติเลือกตั้งทั่วไปใหม่เข้าสู่สภาในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นกัน เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงกลางเดือนธันวาคม ซึ่งผลการเลือกตั้งรอบใหม่ก็จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง Brexit อีกครั้ง

· ตลอดทั้งสัปดาห์ ตลาดจะให้ความสนใจรายงานผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก โดยจะมีรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ Facebook, Apple, Alphabet และ Alibaba เป็นต้น โดยผลประกอบการที่แย่กว่าคาด รวมถึงการปรับลดคาดการณ์ผลกำไรในอนาคตของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยที่จะกดดันให้ตลาดเร่งลดสัดส่วนการถือหุ้นเติบโต ส่งผลให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงเทขายหนักได้

Theme of the Week

· สัปดาห์นี้ มองว่า นักลงทุนจะกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น (Risk-On) หนุนโดยความคาดหวังต่อข้อตกลงการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และการลดดอกเบี้ยตามคาดของเฟด ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ไม่ยาก

· และแม้ว่ารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม หรือ จีดีพีในไตรมาส 3 และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมการผลิต (ISM Manufacturing PMI) จะออกมาแย่กว่าคาด แต่ตลาดก็สามารถมองข่าวร้ายให้เป็นเรื่องดีได้ (Bad News is Good News) เพราะเศรษฐกิจที่แย่ลงจะเพิ่มโอกาสให้เฟดต้องลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพื่อพยุงการขยายตัวของเศรษฐกิจ

· ในระยะสั้น ถึงตลาดจะกล้าเปิดรับความเสี่ยง แต่เราเชื่อว่านักลงทุนได้เปลี่ยนมาถือหุ้นในเชิง Defensive เน้นหุ้นมูลค่า (Value) มากกว่าจะกลับไปถือหุ้นเติบโต (Growth) เหมือนในช่วงที่ผ่านมา และนักลงทุนจะเน้นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของปันผลหรือกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ (Income Generating Assets) เพิ่มมากขึ้น ทำให้หุ้นปันผลสูงและคุณภาพดี (High Dividend and High Quality) สามารถปรับตัวขึ้นได้ดี

· แต่ถ้านักลงทุนรับความเสี่ยงได้ไม่มาก กองทุนรวม ตราสารหนี้กลุ่ม HY ที่เน้นตราสารกลุ่ม HY ที่มีคุณภาพสูงขึ้นหรือมีความเสี่ยงด้านเครดิตน้อยที่สุดในกลุ่ม HY หรือกองทุนอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐานก็ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจด้วยยีลด์ที่สูงกว่า 4.0%

· สำหรับ นักลงทุนที่กล้าเสี่ยง และเชื่อมั่นในแนวโน้มเศรษฐกิจจีน เราเชื่อว่า การลงทุนในหุ้นจีน A shares ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ภายใต้การพักรบสงครามการค้าชั่วคราวระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เพราะทั้งรัฐบาลและธนาคารกลางจีนก็พร้อมใช้นโยบายการเงินและการคลังเข้ากระตุ้นเศรษฐกิจ นอกจากนี้ หุ้นจีนยังมีแรงหนุนจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ตามการเพิ่มสัดส่วนหุ้นจีนบนดัชนี MSCI และการปลดล็อกข้อจำกัดการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ

· ส่วนในระยะยาว เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวมากขึ้นอย่างแน่นอน นักลงทุนควรทยอยซื้อสะสม “พันธบัตรรัฐบาล” ในช่วงที่ยีลด์ปรับตัวขึ้นเมื่อตลาดกลับมาเปิดรับความเสี่ยง และหากนักลงทุนกล้าเสี่ยงและรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนได้ พันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ (EM Sovereign Bonds) คือตัวเลือกที่น่าสนใจ ด้วยระดับยีลด์ที่สูงกว่า บอนด์ DM อีกทั้ง บอนด์ EM มักจะปรับตัวขึ้นได้ดี ในช่วงที่เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลง

สำหรับมุมมองเราต่อ Asset Classes ต่างๆ มีดังนี้

· Equity: ปรับมุมมองเป็น “Neutral” จาก “Underweight” เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัว และความไม่แน่นอนของสงครามการค้าจะเป็นปัจจัยที่สามารถกดดันบรรยากาศการลงทุนได้ทุกเมื่อ นักลงทุนจึงควรลดสัดส่วนการถือครองหุ้น และรอโอกาสเข้าซื้อ หากตลาดมีการปรับฐานหนัก (Buy on Dip) เพื่อเลือกซื้อของถูก โดยควรเน้นหุ้นที่มีคุณภาพดีและให้ปันผลสูง (High Quality and High Dividend Yield)

· US Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯเริ่มชะลอตัวมากขึ้น และปัจจุบัน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ซื้อ/ขายกันในระดับราคาที่แพง (P/E ราว 20 เท่า) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา (P/E 17.9 เท่า) ดังนั้น Upsides ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ก็ดูจะไม่คุ้มความเสี่ยง นักลงทุนควรพิจารณาทยอยขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ เมื่อดัชนี เริ่มทำจุดสูงสุดใหม่

· Europe Equity: คงมุมมอง “Neutral” เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปโดยรวมยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้น และผลกระทบของสงครามการค้าและปัญหาการเมืองในยุโรปอาจกดดันแนวโน้มผลกำไรของบริษัทจดทะเบียน อย่างไรก็ดี หุ้นยุโรปก็ยังมีแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นของธนาคารกลางยุโรป และเราอาจจะมีมุมมองที่เป็นบวกกับหุ้นยุโรปมากขึ้น หากรัฐบาลยุโรป อาทิ รัฐบาลเยอรมนี เริ่มใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

· Japan Equity: ปรับมุมมองเป็น “Neutral” จาก “Underweight” เพราะในระยะสั้น ตลาดมีโอกาสเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น จากความหวังการเจรจาการค้าจีนกับสหรัฐฯ ทำให้เงินเยนมีโอกาสอ่อนค่าลง ส่งผลดีต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น อีกทั้ง ราคาปัจจุบันของหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX Index) ที่ P/E 14.5 เท่า ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 17.5 เท่า แต่ในระยะยาว ความไม่แน่นอนของแนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะกดดันให้เงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเสมอ จากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets) ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อหุ้นญี่ปุ่น

· EM Equity: คงมุมมอง “Neutral” ตลาดหุ้นก็สามารถรีบาวด์ขึ้นได้ในช่วงสั้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของธนาคารกลางทั่วโลก อย่างไรก็ดีบางประเทศในตลาดเกิดใหม่ยังคงมีปัญหาการเมืองในประเทศ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อระดับสูง นักลงทุนจึงควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในกลุ่มประเทศดังกล่าว และรอให้สถานการณ์การเมืองเริ่มชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุน

· China Equity: คงมุมมอง “Overweight” โดยเราเชื่อว่าในระยะสั้น ทั้งสองฝ่ายมีความต้องการที่จะพักรบสงครามการค้าชั่วคราวและบรรลุข้อตกลงการค้าบางส่วนได้ นอกจากนี้ ตลาดหุ้นจีนก็ยังมีปัจจัยหนุนอยู่ ทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากธนาคารกลางจีน (PBOC) และ การเพิ่มสัดส่วน หุ้นจีน A-Shares บนดัชนีของ MSCI ดังนั้น การปรับฐานของตลาดหุ้นจีนก็จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนทยอยซื้อสะสมหุ้นจีน (Buy on Dip) ในราคาที่ไม่แพง

· Thai Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงและทั้งปีจะโตได้ไม่ถึง 3%จากปีก่อนหน้า ทำให้แนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนอาจแย่ลงกว่าที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ สอดคล้องกับการปรับสัดส่วนการลงทุน (Sector Rotation) จากหุ้น Cyclical เป็น หุ้น Defensive ของนักลงทุนสถาบัน

· Fixed Income: คงมุมมอง “Neutral” โดยในระยะสั้น แม้ว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นจากธนาคารกลางทั่วโลกจะเป็นปัจจัยหลักที่หนุนตลาดบอนด์ แต่บอนด์ยีลด์ก็ปรับตัวลดลงมามากทำให้มีโอกาสที่ยีลด์จะปรับตัวขึ้นได้ หากตลาดพลิกกลับมาเปิดรับความเสี่ยง อย่างไรก็ดี เราคงมุมมองว่าเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวอย่างแน่นอน นักลงทุนควรรอจังหวะที่บอนด์ยีลด์เด้งขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบอนด์

· Global Fixed Income: คงมุมมอง “Neutral” โดยมองว่าตราสารหนี้ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลมียีลด์ที่ค่อนข้างต่ำ อีกทั้งยีลด์พันธบัตรรัฐบาลก็ปรับตัวลดลงมามาก ทำให้เสี่ยงที่ยีลด์จะเด้งขึ้นแรง เมื่อตลาดกล้าเสี่ยงในช่วงสั้น อย่างไรก็ดี เรามองว่าตราสารหนี้ที่มีคุณภาพและให้ยีลด์ที่สูง โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาลตลาดเกิดใหม่ (EM Sovereign Debts) ของประเทศที่มีปัญหาการเมืองน้อย ยังคงน่าสนใจด้วยยีลด์ที่สูงกว่าตลาด DM ราว 2% อีกทั้งตราสารหนี้ EM ยังจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของเฟด และการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางใน EM

· Thai Fixed Income: คงมุมมอง “Underweight”เพราะยีลด์บอนด์ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.6% ต่ำกว่า ยีลด์โดยเฉลี่ยจากบอนด์กลุ่ม EM ที่ระดับ 3.9% ทำให้นักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนมีตัวเลือกอื่นในตลาดเกิดใหม่ที่ดีกว่าบอนด์ไทย

· Alternative Assets: คงมุมมอง “Overweight” เนื่องจากนักลงทุนจะแสวงหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอและมียีลด์ที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ในช่วงที่เศรษฐกิจเผชิญความไม่แน่นอนสูง ทำให้สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง กองทุนอสังหาฯและโครงสร้างพื้นฐานยังมีความน่าสนใจ ด้วยยีลด์ที่สูงระดับ 4-5% อย่างไรก็ดีนักลงทุนควรตระหนักไว้ว่า หากตลาดกลัวความเสี่ยงมากและไล่ขายสินทรัพย์เสี่ยง กองทุนอสังหาฯ ก็จะมีโอกาสโดนเทขายได้เช่นกัน

· REITs/Infra.: คงมุมมอง “Overweight” เพราะกองทุนอสังหาฯ โดยรวมยังให้ยีลด์ที่สูงกว่าตราสารหนี้ราว 3% และยังคงได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทว่า นักลงทุนก็ควรเลือกกองทุนอสังหาฯที่มีการกระจายการลงทุนในต่างประเทศ และมีสัดส่วนการลงทุนมากกว่าในไทย เพราะกองทุนอสังหาฯไทย ปรับตัวขึ้นค่อนข้างมากอย่างรวดเร็ว จากความต้องการของนักลงทุนและสภาพคล่องที่ต่ำ ทำให้กองทุนอสังหาฯไทย แพงขึ้นมากในสายตาของนักลงทุนสถาบัน ซึ่งพร้อมที่จะขายทำกำไรกองทุนอสังหาฯไทยได้ทุกเมื่อ หากตลาดกลับมาปิดรับความเสี่ยง

· Commodity: ปรับมุมมองเป็น “Neutral” จาก “Underweight” ในระยะสั้น ราคาน้ำมันดิบจะได้รับแรงหนุนจากความหวังข้อตกลงการค้าจีน-สหรัฐฯ, โอกาสที่กลุ่มโอเปก+ จะลดกำลังการผลิตเพิ่ม รวมทั้งความต้องการน้ำมันจากโรงกลั่นที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยช่วงการปิดปรับปรุงโรงกลั่นในปีนี้ที่ยาวนานกว่าปกติ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการปรับปรุงเพื่อตอบรับมาตรฐานเชื้อเพลิงใหม่ IMO 2020 แต่ในระยะยาว ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลง จากความไม่สมดุลของอุปสงค์และอุปทานน้ำมันดิบ โดยความต้องการน้ำมันจะกลับมาลดลง ตามภาพเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ขณะที่อุปทานน้ำมันดิบก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นหนุนโดยกำลังการผลิตน้ำมันในฝั่งสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

· Gold: คงมุมมอง “Overweight” เพราะข้อมูลในอดีตชี้ชัดว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่ธนาคารกลางต่างใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย และภาพรวมเศรษฐกิจโลกไม่สดใส ดังนั้น หากตลาดเปิดรับความเสี่ยงในระยะสั้น และทำให้ราคาทองคำปรับฐาน นักลงทุนก็ควรมองว่าการปรับฐานดังกล่าวเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าซื้อสะสมทองคำ ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง (Buy on Dip)

ความคิดเห็นล่าสุด

การเปิดเผยความเสี่ยง: การซื้อขายตราสารทางการเงินและ/หรือเงินดิจิตอลจะมีความเสี่ยงสูงที่รวมถึงความเสี่ยงต่อการสูญเสียจำนวนเงินลงทุนของคุณบางส่วนหรือทั้งหมดและอาจไม่เหมาะสมกับนักลงทุนทั้งหมด ราคาของเงินดิจิตอลแปรปรวนอย่างมากและอาจได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น เหตุการณ์ทางการเงิน กฎหมายกำกับดูแล หรือ เหตุการณ์ทางการเมือง การซื้อขายด้วยมาร์จินทำให้ความเสี่ยงทางการเงินเพิ่มขึ้น
ก่อนการตัดสินใจซื้อขายตราสารทางการเงินหรือเงินดิจิตอล คุณควรตระหนักดีถึงความเสี่ยงและต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายในตลาดการเงิน ควรพิจารณาศึกษาอย่างรอบคอบในด้านวัตถุประสงค์การลงทุน ระดับประสบการณ์ และ การยอมรับความเสี่ยงและแสวงหาคำแนะนำทางวิชาชีพหากจำเป็น
Fusion Media อยากเตือนความจำคุณว่าข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้ไม่ใช่แบบเรียลไทม์หรือเที่ยงตรงแม่นยำเสมอไป ข้อมูลและราคาที่แสดงไว้บนเว็บไซต์ไม่ใช่ข้อมูลที่ได้รับจากตลาดหรือตลาดหลักทรัพย์เสมอไปแต่อาจได้รับจากผู้ดูแลสภาพคล่องและดังนั้นราคาจึงอาจไม่เที่ยงตรงแม่นยำและอาจแตกต่างจากราคาจริงในตลาดซึ่งหมายความว่าราคานี้เป็นเพียงราคาชี้นำและไม่เหมาะสมสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขาย Fusion Media และผู้ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้จะไม่รับผิดชอบใด ๆ สำหรับความเสียหายหรือการสูญเสียที่เป็นผลมาจากการซื้อขายของคุณหรือการพึ่งพาของคุณในข้อมูลที่มีในเว็บไซต์นี้
ห้ามใช้ จัดเก็บ ทำซ้ำ แสดงผล ดัดแปลง ส่งผ่าน หรือ แจกจ่ายข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้โดยไม่ได้รับการอนุญาตล่วงหน้าอย่างชัดแจ้งแบบเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Fusion Media และ/หรือจากผู้ให้ข้อมูล ผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาและ/หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่ให้ข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้
Fusion Media อาจได้รับผลตอบแทนจากผู้โฆษณาที่ปรากฎบนเว็บไซต์โดยอิงจากปฏิสัมพันธ์ของคุณที่มีกับโฆษณาหรือผู้โฆษณา
เวอร์ชั่นภาษาอังกฤษของเอกสารฉบับนี้เป็นเวอร์ชั่นหลักซึ่งจะเป็นเวอร์ชั่นที่เหนือกว่าเมื่อใดก็ตามที่มีข้อขัดแย้งไม่สอดคล้องตรงกันระหว่างเอกสารเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกับเอกสารเวอร์ชั่นภาษาไทย