เงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.8% ในปีนี้ และ 3.4% ในปี 2027 ตามที่หัวหน้า IMF กล่าว
Weekly Investment Theme: Aug 26-30, 2019
Market Review
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พลิกกลับมาอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หลังสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯทวีความรุนแรงมากขึ้น และความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่สภาวะถดถอยที่เพิ่มขึ้นก็ยังเข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุนโดยรวม
ภาวะปิดรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ส่งผลต่อเนื่องให้ ตลาดหุ้นในฝั่งเอเชียต่างเปิดตลาดเช้านี้ในแดนลบ นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ดิ่งลงเกือบ 2% กดดันโดยเงินเยนที่แข็งค่าขึ้น หลังนักลงทุนต่างพาหลบความเสี่ยงในสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets)
พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หนุนโดยท่าทีของประธานเฟดที่ส่งสัญญาณพร้อมลดดอกเบี้ยลง เพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและปัจจัยความเสี่ยงภายนอก ทั้งสงครามการค้า และปัญหาการเมืองในยุโรป นอกจากนี้ ตลาดบอนด์ยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven assets) ในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน ขณะที่บอนด์ไทยปรับตัวลง สวนทางตลาดบอนด์อื่นๆ หลังนักลงทุนต่างชาติขายทำกำไรบอนด์สุทธิราว 2.7 หมื่นล้านบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมา
ราคาทองคำพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 6ปี และแกว่งตัวเหนือระดับ 1,540 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หนุนโดยแนวโน้มนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของเฟด และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงตลาดปิดรับความเสี่ยง
Economic Outlook
สัปดาห์นี้ ทั่วโลกจะจับตาบทสรุปการประชุม G-7 ที่ฝรั่งเศส โดยมีความเป็นไปได้ว่า การประชุม G-7 ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40ปี ที่ไม่มีการออกแถลงการณ์ร่วม เพราะบรรดาผู้นำ G-7 มีความเห็นขัดแย้งกันในประเด็นสงครามการค้า หรือแม้แต่ประเด็นภาวะโลกร้อน
ภาพสงครามการค้าที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและทวีความรุนแรงมากขึ้น จะกดดันให้ตลาดทุนอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง ซึ่งบรรยากาศการลงทุนอาจจะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม ถ้าหากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ อาทิ ตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ของจีดีพีสหรัฐฯในไตรมาส 2 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ (CB Consumer Confidence) หรือ ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจเยอรมนี (IFO Business Climate) ออกมาแย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
Theme of the Week
สัปดาห์นี้ ความกังวลสงครามการค้าจะกดดันให้ตลาดทุนอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นไปตามที่เราคาดการณ์ไว้ในสัปดาห์ที่แล้วว่า “การรีบาวด์ของตลาดจะไม่ยั่งยืน เพราะสมมติฐานหลักของเราคือ สงครามการค้าจะไม่มีวันยุติภายในปีนี้อย่างแน่นอน ทำให้ตลาดสามารถกลับมาปิดรับความเสี่ยงได้ทุกเมื่อ”
อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นที่ปรับฐานลงมาค่อนข้างมากและมีระดับราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับอดีตและตลาดหุ้นอื่นๆ อย่าง ตลาดหุ้นจีนหรือตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็อาจได้รับแรงซื้อ Buy on Dip ช่วยให้ตลาดรีบาวด์ขึ้นได้
ส่วนในระยะยาว เรายังคงแนะนำให้ นักลงทุนสะสม “พันธบัตรรัฐบาล" เข้าพอร์ต เพราะธนาคารกลางทั่วโลกจะต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่ปัจจุบัน บอนด์ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลได้ปรับตัวลดลงมามากจากช่วงต้นปี นักลงทุนที่ยังไม่มีบอนด์ในพอร์ตก็ควรรอหาจังหวะที่ยีลด์เด้งขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนบอนด์ในพอร์ต โดยหากนักลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้ เราเชื่อว่า พันธบัตรรัฐบาล EM ยังน่าสนใจ เพราะให้ยีลด์ในระดับที่เหมาะสม และมีโอกาสได้กำไรเพิ่มขึ้นจากแนวโน้มเงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งจะส่งผลดีต่อบอนด์ในตลาด EM
สำหรับมุมมองเราต่อ Asset Classes ต่างๆ มีดังนี้
Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะเศรษฐกิจทั่วโลกมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 3และ 4 ก็มีโอกาสแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ในระยะสั้นก็ยังมีปัญหาสงครามการค้า รวมทั้งปัญหาการเมืองในฮ่องกงและยุโรปเข้ามากดดันบรรยากาศการลงทุน นักลงทุนจึงควรลดการถือครองหุ้น และรอโอกาสเข้าซื้อ หากตลาดมีการปรับฐานหนัก (Buy on Dip) เพื่อเลือกซื้อของถูก
US Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอยเพิ่มสูงขึ้น หลังภาคการผลิตสหรัฐฯ หดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 10ปี (ล่าสุดโอกาสเศรษฐกิจสหรัฐฯหดตัว ในอีก 12เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 35% ซึ่งสูงที่สุดในรอบ 10ปี) ส่วนสงครามการค้าที่ยืดเยื้อจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาสที่ 3 รวมทั้งไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มแย่ลงจากปีก่อน
Europe Equity: คงมุมมอง “Neutral” แนวโน้มเศรษฐกิจชะลอตัวลงจากผลกระทบของสงครามการค้าและปัญหาการเมืองในยุโรป ทำให้เราเชื่อว่าธนาคารกลางยุโรปจะต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง ทั้งการลดดอกเบี้ย และโครงการซื้อสินทรัพย์ (QE) ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นยุโรป นอกจากนี้ หุ้นยุโรปก็ซื้อขาย ณ ระดับราคาปัจุบัน ที่ P/E 17.0เท่า ถือว่าไม่แพง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง10ปีที่ผ่านมา
Japan Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะความเสี่ยงสงครามการค้าและปัญหาการเมืองทั่วโลก จะกดดันให้เงินเยนมีโอกาสแข็งค่ามากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อหุ้นญี่ปุ่น อีกทั้งภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ รวมทั้งความขัดแย้งทางการค้ากับเกาหลีใต้ อย่างไรก็ดี หากตลาดหุ้นปรับฐานหนัก ตลาดญี่ปุ่นจะน่าสนใจมากสุด เพราะระดับราคาปัจจุบันของหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX Index) อยู่ ที่ P/E 12.9 เท่า ถือว่าถูกเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10ปีที่ผ่านมา ที่ระดับ 17.5 เท่า (SD ของ P/E อยู่ที่ 4.1)
EM Equity: คงมุมมอง “Neutral” เพราะสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างแน่นอน ส่งผลให้เศรษฐกิจ EM มีแนวโน้มซบเซาต่อและกดดันตลาดหุ้น EM อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นก็สามารถรีบาวด์ขึ้นได้ในช่วงสั้น จากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของเฟดและบรรดาธนาคารกลางใน EM
China Equity: คงมุมมอง “Overweight” โดยในระยะสั้น หากตลาดหุ้นปรับฐานจากความกังวลสงครามการค้า ก็จะยิ่งทำให้หุ้นจีนยังน่าสนใจ เพราะระดับราคาปัจจุบันของหุ้นจีน (ดัชนี CSI300) ที่ 13.6เท่า ถือว่าถูก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วง 10ปีที่ผ่าน ที่ระดับ 15.3เท่า และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ตลาดหุ้นจีนก็ถือว่าถูก อีกทั้งยังเป็นตลาดที่ความสามารถในการทำกำไรดีกว่า ตลาดหุ้นหลักอื่นๆ (ROE ของ CSI300 อยู่ที่ 13%)
Thai Equity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวลงและทั้งปีอาจะโตได้ไม่ถึง 3%จากปีก่อน นอกจากนี้ ระดับราคาปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยถือว่าแพง (P/E 18.3เท่า) เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต (P/E 17.1เท่า ) และหากเทียบความถูก/แพง กับตลาดหุ้นอื่นๆ ตลาดหุ้นไทยก็ถือว่าแพง แม้ว่าระดับราคาจะใกล้เคียงกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ (P/E 18.6เท่า) แต่ความสามารถในการทำกำไรกลับด้อยกว่ามาก (ROE ของ SET อยู่ที่ 3.7% แต่ ROE ของ S&P500 อยู่ที่ 16%)
Fixed Income: คงมุมมอง “Overweight” เพราะตลาดบอนด์จะได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ทั้งการลดดอกเบี้ย หรือการซื้อสินทรัพย์ (QE) นอกจากนี้ ตราสารหนี้ก็ยังเป็นทางเลือกหลักในการพักเงินของนักลงทุนในช่วงที่ตลาดการเงินผันผวน อย่างไรก็ดี ระดับยีลด์ปัจจุบันถือว่าแพงขึ้นจากช่วงต้นปี ดังนั้น นักลงทุนควรรอจังหวะที่บอนด์ยีลด์เด้งขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบอนด์
Global Fixed Income: คงมุมมอง “Overweight” โดยมองว่าทั้งตราสารกลุ่ม HY และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (EM Debts) จะได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของเฟด นอกจากนี้ ยีลด์เฉลี่ยของบอนด์กลุ่ม HY ประมาณ 6.3% ถือว่าน่าสนใจ ส่วนยีลด์เฉลี่ยของกลุ่ม EM ปัจจุบันอยู่ที่ 3.9% น่าดึงดูดกว่ายีลด์ในฝั่งของตลาด DM และยังมีโอกาสปรับตัวลดลงได้ตามการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางใน EM
Thai Fixed Income: คงมุมมอง “Underweight”เพราะยีลด์บอนด์ไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.7% ต่ำกว่า ยีลด์โดยเฉลี่ยจากบอนด์กลุ่ม EM ที่ระดับ 3.9% หรือ ยีลด์ของตราสาร HY ที่ 6.2% ทำให้นักลงทุนมีตัวเลือกที่ดีกว่าบอนด์ไทย
Alternative Assets: คงมุมมอง “Overweight” เนื่องจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายทั่วโลก จะกดดันผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลให้อยู่ในระดับต่ำ ทำให้ยีลด์ของกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ระดับ 4%-5% น่าสนใจ แต่นักลงทุนต้องระวัง หากตลาดกลัวความเสี่ยงมากและไล่ขายสินทรัพย์เสี่ยง กองทุนอสังหาฯ ก็จะมีโอกาสโดนเทขายได้เช่นกัน
REITs/Infra.: คงมุมมอง “Overweight” โดยกองทุนอสังหาฯ ไทยยังคงน่าสนใจ ด้วยยีลด์ที่ระดับ 5.0% ส่วนกองทุนอสังหาฯโลกก็ยังมียีลด์ระดับ 4.3% ซึ่งค่อนข้างสูงกว่ายีลด์จากพันธบัตรรัฐบาล
Commodity: คงมุมมอง “Underweight” เพราะราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากความเสี่ยงสงครามการค้า และอุปสงค์น้ำมันที่ชะลอตัวลงตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก
Gold: คงมุมมอง “Overweight” เพราะข้อมูลในอดีตชี้ชัดว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นในช่วงที่ธนาคารกลางต่างใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย อีกทั้งราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากการซื้อสะสมของบรรดาธนาคารกลาง และนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยงของพอร์ตในช่วงตลาดปั่นป่วน
