CEO ของ Nvidia เผย การลงทุนใน OpenAI ยังคงเดินหน้าต่อไป
รายงานจากการประชุมเชิงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่จัดขึ้นเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งโดยปกติจะออกมาหลังการประชุมราวสามสัปดาห์ได้เปิดเผยออกมาแล้วเมื่อวานนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่านายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดได้พยายามอย่างหนักที่จะไกล่เกลี่ยความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลาง (FOMC)
โดยทั่วไปรายงานการประชุมนี้มักจะมีการใช้คำว่า “บางคน” “จำนวนไม่มาก” หรือ “หลายคน” เพื่อบ่งบอกถึงจำนวนผู้ที่สนับสนุนแนวคิดใดแนวคิดหนึ่ง แต่ล่าสุดในรายงานการประชุมมีการใช้หน่วยนับที่ย่อยลงไปกว่านั้นอีกคือ “สองคน” อยู่บ่อยครั้ง
ในความเป็นจริงแล้ว มีคณะกรรมการอยู่จำนวน “สองคน” ที่เห็นควรให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 50 จุดเบสิส ไม่ใช่ 25 จุดตามที่เกิดขึ้น
ทั้งสองคนอาจจะเป็นสมาชิกที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียง หรือเป็นสมาชิกที่มีสิทธิ์ออกเสียงแต่รู้สึกว่าเสียงคัดค้านของตนไม่มากพอก็เป็นได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ยังมีกรรมการอีกสองคนที่แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างแท้จริงซึ่งก็คือ นางเอสเธอร์ จอร์จจากธนาคารกลางกรุงแคสซัส และนายเอริค โรเซนเกรนจากธนาคารกลางบอสตัน เนื่องจากทั้งสองคนไม่ต้องการให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเลย
จากรายงานการประชุมทำให้ทราบว่า มีกรรมการ “หลายคน” ที่ไม่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยหาก อัตราการว่างงานยังต่ำ แต่นอกเหนือจากผู้คัดค้านสองคนดังกล่าวแล้วก็ไม่ได้มีการเปิดเผยว่าคนอื่นๆ มีใครอีกบ้าง แม้จะสันนิษฐานได้ว่าอาจเป็นผู้ว่าการธนาคารที่ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงก็เป็นได้ ส่วนกรรมการอีก “จำนวนไม่มาก” ก็ได้แสดงความกังวลว่านโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลด้านลบกับเศรษฐกิจได้
คณะกรรมการอาจจะคิดกังวลมากจนเกินเหตุไปก็ได้ว่าการถือครองพันธบัตรจะลดลงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ การตัดสินใจที่จะหยุดการลดลงของการถือครองพันธบัตรเร็วกว่าที่กำหนดไว้ถึงสองเดือนดูเหมือนว่าจะไปด้วยกันได้ดีกับนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ก็ยังมีความกังวลอยู่ว่าอาจทำให้เกิด “ความเข้าใจคลาดเคลื่อน” ว่างบดุลกลายเป็นเครื่องมือหลักของนโยบายไป
ผู้บันทึกรายงานการประชุมไม่ได้ระบุว่ากลุ่มที่มี “จำนวนมาก” หรือ “หลายคน” นั้นมีความคิดเห็นกับเรื่องดังกล่าวในทางใด
แต่สาระสำคัญของรายงานการประชุมก็คือคณะกรรมการฯ “โดยทั่วไป” ต้องหลีกเลี่ยงการแสดง “สัญญาณที่จะเป็นการกำหนดแนวทางล่วงหน้า” การปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดเบสิสควรเป็น “การปรับค่า” นโยบายให้เหมาะสมเท่านั้น หรือที่นายพาวเวลล์เรียกในการแถลงข่าวว่า “การปรับระหว่างรอบระยะกลาง” นั่นเอง
ทั้งหมดนี้จึงเป็นสิ่งที่ทรมานจิตใจนักลงทุนที่ต้องการและคาดหวังที่จะเห็นท่าทีหรือแนวทางในอนาคตล่วงหน้าที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากเฟด
อย่างไรก็ตาม ในรายงานการประชุมของเฟดในครั้งนี้ก็อาจไม่ใช่ข้อมูลจริงไปเสียทั้งหมด เนื่องจากนักลงทุนในตลาดสัญญาซื้อขายดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้ายังคงเชื่อมั่นอย่างล้นหลามถึง 98.5% ว่าจะมีการ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ลงอีก 25 จุดเบสิส และหากเฟดแสดงท่าทีใดๆ ออกมานั่นก็หมายถึงว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะรบกวนนักลงทุนแต่อย่างใด
การกล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความยืดหยุ่นอยู่นั้นอาจเป็นเพียงการปฏิเสธที่จะรับรู้ข้อความในทวิตเตอร์จาก “คนที่คุณก็รู้ว่าใคร” และเป็นเหตุผลที่ทำให้พาวเวลล์ต้องมีท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้
ประธานาธิบดีทรัมป์ทราบดีว่าเขาต้องยกเอาเรื่องภาษีมาใช้เป็นเครื่องมือในการส่งสัญญาณเตือนนักลงทุนในตลาดและกดดันให้เฟดปรับลดดอกเบี้ยลงอีก เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เรียกร้องให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเต็ม 100 จุดเบสิส แม้ว่าแท้ที่จริงแล้วหากเฟดมีการปรับลดลงอีกเพียง 25 จุดตามที่คาดกันไว้ เขาก็จะพอใจมากแล้ว
หากไม่มีใครออกมาแสดงท่าทีให้ชัดเจน สถานการณ์ยังคงคลุมเครือและไม่ชัดเจนเช่นนี้ต่อไป
นักลงทุนกำลังจับจ้องการ แถลงการณ์จากนายพาวเวลล์ ที่จะมีขึ้นในการประชุมที่เมืองแจ็คสันโฮลในวันศุกร์นี้โดยคาดว่าจะมีสัญญาณที่ชี้แนวทางที่เฟดได้วางแผนไว้ออกมาให้ทราบ หากเขายังยึดมั่นกับข้อตกลงของเฟดที่จะหลีกเลี่ยงการแสดงสัญญาณที่จะเป็นการกำหนดแนวทางล่วงหน้าอีกล่ะก็ เขาก็จะมีค่าเพียง “ยาหลอก” เท่านั้นเอง
