CEO ของ Nvidia เผย การลงทุนใน OpenAI ยังคงเดินหน้าต่อไป
ระวังจีดีพีไทยต่ำกว่าคาด กดดันเงินบาทอ่อนค่า
- สัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวดีขึ้น จากยอดค้าปลีกและดัชนีภาวะธุรกิจการผลิตที่ดีกว่าคาด ขณะที่เศรษฐกิจในฝั่งยูโรโซนและจีนยังคงซบเซาลง
- ควรจับตา รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ซึ่งตลาดคาดว่าจะโต 2.3% จากปีก่อน โดยหากออกมาแย่กว่าคาด อาจส่งผลให้ตลาดเลือกเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้
- ปัญหาการเมืองในอิตาลีก็สามารถกดดันตลาดได้เช่นกัน โดยตลาดอาจปิดรับความเสี่ยงและเลือกที่จะถือเงินดอลลาร์มากขึ้น แต่เชื่อว่าเงินบาทจะไม่อ่อนค่าไปมาก เพราะฝั่งผู้ส่งออกก็รอขายดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าใกล้ระดับ 31.00 บาท/ดอลลาร์
- กรอบเงินบาทสัปดาห์หน้า 30.60-31.10 บาท/ดอลลาร์
มุมมองนโยบายการเงิน - การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินธนาคารกลางอินโดนีเซีย (BI) ในวันพฤหัสฯ คาดว่าจะ“คง”อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (7D Reverse Repo) ที่ระดับ 5.75% หลังลดดอกเบี้ยลง 0.25% ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
- มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ –วันพฤหัสฯ ตลาดจะติดตามรายงานการประชุมเฟดครั้งที่ผ่านมา และถ้อยแถลงของประธานเฟดในงานสัมมนาประจำปีของเฟดที่Jackson Hole เพื่อติดตามมุมมองเฟดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและโอกาสการลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป นอกจากนี้ ในวันเดียวกัน มองว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิต (Mfg. PMI) และภาคการบริการ (Services PMI) โดย Markit จะอยู่ที่ระดับ 50.5จุด และ 53.0จุด ชี้ว่าทั้งภาคการผลิตและการบริการของสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวดีขึ้น หนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ
- ฝั่งยุโรป – วันอังคาร ควรระวังความเสี่ยงการเมืองในอิตาลี หลังนายกรัฐมนตรี Giuseppe Conte อาจถูกโหวตไม่ไว้วางใจ (Vote of No-Confidence) จากวุฒิสภา ซึ่งสามารถนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ส่วนวันพฤหัสฯ ตลาดจะจับตารายงานการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพื่อวิเคราะห์โอกาสที่ ECB จะลดดอกเบี้ย และนำโครงการซื้อสินทรัพย์หรือคิวอีกลับมาใช้อีกครั้ง ในการประชุมเดือนกันยายนนี้ หลังเศรษฐกิจยูโรโซนชะลอตัวลงต่อเนื่องและมีเสี่ยงเข้าสู่สภาวะถดถอย (Recession) มากขึ้น
- ฝั่งเอเชีย – มองว่าสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯที่ยืดเยื้อและมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างญี่ปุ่นกับเกาหลีใต้จะกดดันให้ การส่งออกของญี่ปุ่น (Exports) ในเดือนกรกฎาคมที่จะรายงานในวันจันทร์ หดตัวลง 2.5% จากปีก่อน ส่วนรายงานอัตราเงินเฟ้อญี่ปุ่น (CPI) ในวันศุกร์ จะอยู่ที่ระดับ 0.5% ชี้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นอาจจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น
- ฝั่งไทย – วันจันทร์ คาดว่าเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 จะขยายตัว 2.3% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ชะลอลงจากที่โตได้ 2.8% ในไตรมาสแรก ซึ่งเป็นผลมาจากการชะลอตัวลงในทุกภาคส่วน ทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายของภาครัฐ ส่วนภาคการส่งออกก็มีแนวโน้มหดตัวลงจากผลกระทบของสงครามการค้า ภาพเศรษฐกิจที่แย่ลงต่อเนื่อง ย้ำว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย คือสิ่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่สุดในเวลานี้
