ราคาทองคำลดลงต่อเนื่องจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่ยังคงมีผลงานยอดเยี่ยมในเดือนมกราคม
การปรับลดอัตราดอกเบี้ย ที่ตลาดเฝ้ารอมานานอาจเป็นความจริงได้ในเร็ววันนี้
แต่คำถามสำคัญอีกคำถามหนึ่งที่นักลงทุนต้องการที่จะได้รับคำตอบก็คือ หาก ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงินจริงในวันพุธที่จะถึงนี้แล้ว หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?
การคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดเบสิสระหว่างการประชุมในช่วงวันที่ 30-31 กรกฎาคมนี้ทำให้ตลาดหลายแห่งเกิดแรงผลักดันให้พุ่งสูงขึ้นได้ตลอดทั้งเดือนนี้ ช่วยให้ ราคาซื้อขายทองคำ และ สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นทำลายสถิติสูงสุดในรอบ 6 ปีไปอยู่เหนือระดับ $1,450 ต่อออนซ์

ในขณะที่ราคา น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสของสหรัฐฯ และราคา น้ำมันดิบเบรนท์ของสหราชอาณาจักร ปรับลดลงเป็นเดือนที่สอง โดยมีการดีดของราคาเกิดขึ้นได้บ้างจากแรงซื้อเพื่อเก็งกำไรในช่วงที่กำลังจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
ธนาคารกลางของสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และอังกฤษมีอัตราดอกเบี้ยในใจไว้อยู่แล้ว
นอกเหนือจากเฟดแล้ว ธนาคารกลางของ ญี่ปุ่น และ อังกฤษ ก็จะต้องทำการตัดสินใจเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้แล้วเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีรายงานตัวเลข การจ้างงานในสหรัฐฯ ประจำกรกฎาคม ประกอบกับข้อมูลดัชนี PMI ทางด้านอุตสาหกรรมของประเทศ จีน สหรัฐฯ และ ยูโรโซน ที่จะประกาศออกมาให้ทราบในสัปดาห์นี้ด้วยจึงอาจทำให้มีความกังวลเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกมากขึ้นไปอีก
ตลาดได้รับรู้เกี่ยวกับความคาดหวังที่เฟดน่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดเบสิสในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ไปแล้ว แต่ในปัจจุบันเริ่มมีการคาดการณ์ว่าน่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากถึง 50 จุดเบสิส
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญมากไปกว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพุธนี้ก็คือตลาดคาดหวังว่าเฟดจะดำเนินการในเดือนกันยายนและหลังจากนั้นต่อไปอย่างไร
หากเฟดไม่ใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินในระดับที่มากอย่างที่หลายฝ่ายคาดไว้ นักลงทุนทองคำที่หวังว่าราคาจะเพิ่มสูงขึ้นอาจผิดหวัง
เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้งหรือไม่?
นายโจเซฟ ไซเดิล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ด้านการลงทุนของ Blackstone เป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อว่าเฟดจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกในช่วงไม่กี่เดือนนี้
นายไซเดิลให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า
“อัตราเงินเฟ้อในขณะนี้ไม่ได้อ่อนค่าลงมากอย่างที่ตลาดคาดไว้ การที่ตลาดอยากให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงหลายๆ ครั้งมาจากการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของตลาดเองว่าจะเกิดการอ่อนค่าลงอย่างมาก”
“ถึงแม้ว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลงจริง แต่ผมคิดว่าเราจะไม่ยอมให้เศรษฐกิจถดถอยไปอีกนาน”
นายดอมินิค คิริเชลลา ผู้อำนวยการด้านความเสี่ยงและการซื้อขายจากสถาบันจัดการพลังงานในนิวยอร์คเชื่อว่าเฟดน่าจะต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมากกว่าหนึ่งครั้ง เพื่อให้ตลาดเกิดความร้อนแรงมากขึ้น
เขาเสริมว่า
“เนื่องจากขณะนี้ตลาดได้รับรู้ไปแล้วว่าน่าจะมีการปรับลด 0.25% ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ปรับลดลงจริงๆ ตลาดก็อาจไม่ตอบสนองใดๆ อีก”
ข้อมูลจีดีพีประจำไตรมาส 2 ยังมีทิศทางไม่ชัดเจน
เนื่องจากตัวเลข จีดีพี ประจำไตรมาสที่สองซึ่งประกาศออกมานั้นดีกว่าที่คาดไว้มาก จึงทำให้มีคำถามเกิดขึ้นหลังจากนั้นมาโดยตลอดว่าจะยังมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจริงหรือไม่ กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ รายงานว่าการที่จีดีพีขยายตัวขึ้นได้อย่างช้าๆ ในอัตราปีละ 2.1% ในไตรมาสที่ 2 ยังถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8%
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้ว่าข้อมูลตัวเลขทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่สองจะออกมาดีเกินคาด แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งนักลงทุนที่เชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะทำให้ราคาทองคำไต่สูงขึ้นไปอีกได้ จากข้อมูลที่ผ่านมาจะพบว่าราคาทองคำในช่วงสองเดือนที่ผ่านมาได้ปรับตัวขึ้นรวมแล้วกว่า 11%
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักลงทุนที่เชื่อว่าราคาทองจะสูงขึ้นนั้นไม่ได้กังวลกับข้อมูลจีดีพีในไตรมาส 2 เสียทีเดียว
ช่วงก่อนที่จะถึงวันศุกร์ที่แล้ว ตลาดได้รับรู้ถึงการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 25 จุดเบสิสในวันที่ 31 กรกฎาคม โดยมีนักลงทุนส่วนหนึ่งที่เชื่อว่าจะมีการปรับลดลงถึง 50 จุดเบสิส แต่หลังจากที่มีการประกาศตัวเลขจีดีพีออกมา ความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลุ่มดังกล่าวที่เชื่อว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยลง 50 จุดเบสิสก็ลดลงจาก 23.5% เหลือเพียง 19.4%
นายคิริเชลลากล่าวว่าสิ่งนี้อาจะเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับนักลงทุนที่คาดหวังว่าเฟดจะใช้นโยบายผ่อนปรนค่อนข้างมาก
เขาเสริมด้วยว่า
“ผู้บริโภคชาวอเมริกันยังคงมี การใช้จ่าย อยู่ในระดับสูง และในขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อ ก็ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้”
ในขณะที่ยังมีอีกหลายฝ่ายแย้งว่าตัวเลขจีดีพีประจำไตรมาสที่ 2 ไม่น่าจะทำให้เฟดต้องยกเลิกแผนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่วางไว้
นายอาร์ท โฮแกน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ตลาดจากสถาบันหลักทรัพย์แห่งชาติประจำนิวยอร์คกล่าวว่า “สิ่งที่ตลาดต้องการก็คือไม่ต้องการเห็นเศรษฐกิจชะลอตัวจนเกินไป แต่ก็ไม่ควรที่จะแข็งแกร่งถึงกับทำให้เฟดต้องยกเลิกแผนที่วางไว้เช่นกัน”
