หุ้นเอเชียปรับลดลง หลังหุ้นชิปญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ร่วงหลังรีบาวด์
-
ดอกเบี้ยพันธบัตรพุ่งสูงในขณะที่หุ้นทำกำไรได้น้อยลง แม้ว่าตัวเลขปริมาณการจ้างงานจะดีขึ้น
-
การปรับมูลค่าของพันธบัตรอาจส่งผลดีต่อตลาดหุ้น
ทิศทางตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรยังคงสวนทางกันอยู่เช่นเคย หลังจากที่่มีจากตัวเลข จำนวนการจ้างงานนอกภาคการเกษตร ที่ประกาศออกมาเมื่อวันศุกร์ ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดได้ในรอบหลายเดือน นับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคมเป็นต้นมา แต่ทางด้านตลาดหุ้นยังคงปรับตัวลดลงเนื่องจากนักลงทุนคาดว่า หากตัวเลขการจ้างงานดีขึ้น เฟดก็อาจจะไม่ใช้นโยบายผ่อนปรนทางการเงิน
ปัญหาในเรื่องของสงครามภาษีซึ่งเคยเป็นปัจจัยหลักของตลาดก็ได้มีการพักรบชั่วคราวกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้พบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและตกลงที่จะกลับมาเปิดโต๊ะการเจรจาทางการค้ากันอีกครั้งทำให้ตลาดหุ้นดีดตัวขึ้นทำสถิติใหม่ทันทีในช่วงต้นสัปดาห์ แต่ปัจจัยด้านบวกดังกล่าวกลับไม่ส่งผลกับตลาดพันธบัตรในทำนองเดียวกันแต่อย่างใด ดอกเบี้ยพันธบัตรยังร่วงลงอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์จนเกือบจะลงไปถึงจุดต่ำสุดในรอบ 3 ปี เนื่องจากตลาดคาดว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ย ที่กำลังจะเกิดขึ้นน่าจะทำให้เกิดการเข้าถือครองในอัตราผลตอบแทนระดับปัจจุบัน ซึ่งจะดูมีค่าค่อนข้างสูงหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจริง
การกลับตัวที่เกิดขึ้นในวันศุกร์อาจยังคงดำเนินต่อไปได้จนถึงสัปดาห์หน้า ซึ่งอาจจะทำให้ตลาดหุ้นเกิดความผันผวนหนักขึ้นอีก
การปรับมูลค่าของพันธบัตรจะช่วยทำให้ตลาดหุ้นดีขึ้นได้จริงหรือ?
การปรับมูลค่าของพันธบัตรอาจส่งผลดีกับตลาดหุ้นก็เป็นได้

ในช่วงนี้ผลตอบแทนพันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี ยังคงเป็นขาลง โดจิแบบ hammer ที่เกิดขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นการยืนยันให้เห็นว่าแนวรับของ hammer ในช่วงกลางเดือนมิถุนายนน่าจะเป็นไปตามแนวรับเดียวกันกับค่าต่ำสุดในเดือนกันยายน 2017 รวมทั้งเส้น RSI ที่โค้งขึ้นได้ตามค่าที่เพิ่มขึ้นในวันศุกร์หลังจากที่ตกลงไปอยู่ที่ 22 ซึ่งนับว่าเป็นการซื้อขายที่ต่ำกว่ามูลค่าจริงไปมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา แนวต้านทางเทคนิคถัดไปของดอกเบี้ยพันธบัตรอยู่ที่ระดับ 2.2% ซึ่งเป็นจุดที่เส้นแนวโน้มขาลงน่าจะไปรออยู่ที่ระดับนั้นพอดี
การเจรจาข้อตกลงทางการค้าที่จะเริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งนี้เป็นการลดโอกาสที่จะเกิดการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง และการที่ตลาดหุ้นปรับตัวสูงขึ้นก็อาจทำให้ความต้องการพันธบัตรลดต่ำลงอีกก็อีก แต่กระนั้น ทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรต่างก็มีการปรับตัวกันไปล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะเป็นการปรับตัวสวนทางกันก็ตาม โดยข้อมูลพื้นฐานแล้ว ตลาดหุ้นจะปรับตัวสูงขึ้นได้เมื่อเศรษฐกิจมีการเติบโต ส่วนผลตอบแทนพันธบัตรจะดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ
ในขณะที่การพักรบทางด้านภาษีระหว่างสหรัฐฯ กับจีนจะกระตุ้นให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวขึ้นได้ เราคาดว่านักลงทุนจำเป็นต้องมีปัจจัยหนุนด้านอื่นที่จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเข้าซื้อหุ้นซึ่งกำลังอยู่ในระดับที่มีราคาสูงมากอย่างในปัจจุบันต่อไปได้ สิ่งที่ทุกคนคาดหวังที่จะให้เกิดขึ้นก็คือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนั่นเอง แต่หากสิ่งที่คาดไว้ไม่เกิดขึ้น ความผิดหวังก็จะทำให้ตลาดอาจชะลอตัวลงได้
การที่จะทำให้ตลาดหุ้นยังคงดีต่อไปได้ จะต้องมีพัฒนาการของการซื้อขายที่วัดค่าได้อย่างชัดเจน เฟดน่าจะต้องหาวิธีที่จะเข้ามาช่วยเหลือนักลงทุน โดยเฉพาะในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันซึ่งยังไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ไม่ถึงกับแย่เสียทีเดียวเช่นนี้ หากทุกอย่างลงตัว เราคาดว่าตลาดหุ้นก็จะปรับตัวสูงขึ้นทำลายสถิติได้อีก
ดัชนีต่างๆ ของตลาดหุ้นที่เคยทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลได้ก็เริ่มปรับตัวลดลง
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงในวันศุกร์ หลังจากที่ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดตลอดกาลได้เมื่อวันพฤหัสบดี โดย ดัชนี S&P 500 มีการปรับลดลงในวันศุกร์ 0.18% ทำให้ดัชนีตลอดทั้งสัปดาห์ปรับตัวขึ้นมาได้ที่ 1.65%
โดย กลุ่มอุตสาหกรรมการแพทย์ เป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้แย่ที่สุด (-0.68%) หลังจากที่นายโจ ไบเดน ผู้ลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน (ผู้ซึ่งมีการคาดว่าจะชนะการเลือกตั้ง) ได้เปลี่ยนท่าทีที่จะไม่ให้ความคุ้มครองทางด้านสุขภาพกับผู้อพยพผิดกฎหมาย ส่วนทางด้านกลุ่ม สถาบันการเงิน ยังทำผลงานได้ดีขึ้น (+0.36%) หลังจากที่มีการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรออกมาซึ่งช่วยลดความกังวลในการเรื่องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้บ้าง
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้ แย่เป็นอันดับที่สอง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (-0.57) เนื่องจากดอกเบี้ยพันธบัตรปรับตัวขึ้นไปอยู่ต่ำกว่าระดับ 2.04 ซึ่งถือว่ากระเตื้องขึ้นมาจากจุดที่ลงไปต่ำสุดเมื่อสองวันครึ่งที่ผ่านมาได้ และเป็นกลุ่มที่เคยทำผลงานได้ดีที่สุดในช่วงสัปดาห์ก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร (+2.56%) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่น่าจะได้รับประโยชน์ทางการเงินมากที่สุดหากมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง
ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปรับตัวลดลง -0.16% ในวันศุกร์ หลังจากที่ขึ้นทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลได้ในวันพฤหัสบดีได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคมเป็นต้นมา ทำให้ดัชนีในรอบสัปดาห์ปรับตัวสูงขึ้นได้ 0.29%

ส่วนทางด้าน ดัชนี NASDAQ คอมโพสิต เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาปรับลดลงไป 0.1% จากราคาปิดที่ทำลายสถิติได้เมื่อวันพฤหัสบดี ทำให้ดัชนีในรอบสัปดาห์ปรับขึ้นได้ 1.94% ถือเป็นดัชนีที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในบรรดาดัชนีหลักทั้งหมดของตลาดหุ้นสหรัฐฯ แต่หากพิจารณาจากข้อมูลทางเทคนิค ดัชนี NASDAQ มีแนวโน้มที่จะอ่อนตัวลงได้มากที่สุด
การซื้อขายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นรูปแบบ hanging man ของตลาดขาลง ซึ่งอาจะเป็นสัญญาณหลอกให้เกิดการปิดสถานะ short ในระดับ hanging man ที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ในช่วงสัปดาห์วันที่ 29 เมษายน hanging man ที่เกิดขึ้นนี้เป็นการยืนยันว่าหากการซื้อขายในสัปดาห์ต่อไปยังไม่ดีขึ้นก็อาจทำให้เกิดการปรับตัวลดลงไปได้เป็นตัวเลขถึงสองหลัก
หากเทียบกับดัชนีหลักอื่นๆ แล้ว เส้น RSI ของดัชนี NASDAQ แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมที่น้อยลงมาก โดยมีการปรับลดลงไป 9.4% เมื่อเทียบกับราคาที่เคยทำลายสถิติสูงสุดในเดือนเมษายน หรือเมื่อเทียบกับดัชนี S&P 500 ซึ่งเคยเกิด negative divergence มากที่สุดอันดับสองเพียง 2.9%
