+48%, +37%: หุ้นที่ AI คัดเลือกพุ่งแรงท่ามกลางความผันผวนที่สูงขึ้น
Investing.com - ผลประกอบการไตรมาส 2/2026 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยที่ประกาศไปแล้วราว 1 ใน 3 ของตลาด ออกมาสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ 5.6% สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวของกำไรมีความกว้างขวางกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้
โมเมนตัมดังกล่าวส่งผลให้ประมาณการกำไรรวมของตลาดหุ้นไทยถูกปรับเพิ่มขึ้นแล้วราว 11% ตลอดปีนี้ ตามข้อมูลของบล.บัวหลวง โดยการปรับขึ้นไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีเหมือนในอดีต แต่ขยายไปครอบคลุมกลุ่มการเงิน ค้าปลีก และขนส่งด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของผลกำไรในวงกว้าง
บล.บัวหลวงประเมินว่าฟันด์โฟลว์เข้าตลาดหุ้นไทยในปี 2026 มีโอกาสทะลุ 1.5 แสนล้านบาท โดยได้แรงหนุนจากวัฏจักรการผลิตโลกขาขึ้น ซึ่งขยายตัวแล้วใน 9 ใน 10 กลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลก ขณะที่บล.บัวหลวงยังประเมิน GDP ไทยปี 2027 ไว้ในกรอบ 2.0 ถึง 2.3% ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจากการประเมินของบล.บัวหลวงเพียงรายเดียวและยังรอการยืนยันจากแหล่งข้อมูลอื่น
อย่างไรก็ดี ภาพบวกในประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เพราะในวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2026 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างปรับตัวลงแรง หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นกดดัน Valuation ของหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก นักวิเคราะห์จาก Finnomena ระบุว่า "แม้การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะกดดัน Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีในระยะสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานของการเติบโตยังคงอยู่"
นักลงทุนที่ถือหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีบนกระดาน SET ควรติดตามทิศทางของ Bond Yield อย่างใกล้ชิด เนื่องจากแรงกดดันนี้อาจส่งผลต่อ Sentiment ต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าวในระยะสั้น
ก่อนตลาดนิวยอร์กเปิดทำการในวันนี้ บรรยากาศการลงทุนโลกยังเต็มไปด้วยความระมัดระวัง แต่มีสัญญาณผ่อนคลายบางส่วนจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ดัชนี ISM ภาคการผลิตเดือนสิงหาคมเร่งตัวขึ้น สอดคล้องกับตัวเลขภาคก่อสร้างที่แข็งแกร่ง ทั้งสองรายการลดความกังวลเรื่องเศรษฐกิจถดถอยและลดโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยในระยะใกล้ ขณะที่ S&P 500 ยังคงอยู่ในโซนที่อาจทำผลงานโดดเด่นเป็นปีที่สามติดต่อกัน นักลงทุนกำลังชั่งน้ำหนักระหว่างโอกาสซื้อเพิ่มกับความจำเป็นในการป้องกันความเสี่ยง
ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตปรับตัวขึ้นในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยมีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และ AI เป็นตัวนำ แต่แรงกดดันจาก Bond Yield กลับมาเป็นตัวฉุดรั้งทั่วภูมิภาคเอเชียในวันนี้ ทำให้ภาพรวมก่อนเปิดตลาดนิวยอร์กยังคลุมเครือ
สำหรับนักลงทุนในตลาดหุ้นไทย ตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของเดือนสิงหาคมคือผลประกอบการ Q2/2026 ของบริษัทจดทะเบียนอีกราว 2 ใน 3 ของตลาดที่ยังไม่ได้ประกาศ หากตัวเลขที่ทยอยออกมายืนยันแนวโน้มกำไรเกินคาดต่อไปได้ ก็จะเป็นการตอกย้ำความน่าสนใจของตลาดไทยต่อนักลงทุนต่างชาติ นักลงทุนที่ต้องการติดตาม Earnings Revision และสัญญาณ Fair Value ของหุ้นแต่ละตัวแบบ Real-time สามารถใช้ฟีเจอร์ InvestingPro บน Investing.com ซึ่งรวบรวมการปรับประมาณการกำไรและการวิเคราะห์มูลค่าพื้นฐานไว้ในที่เดียว เพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนผลประกอบการชุดถัดไปจะออก
ในฝั่งสหรัฐฯ ตัวเลข GDP และตัวชี้วัดเศรษฐกิจชุดถัดไปจะมีน้ำหนักสำคัญต่อความคาดหวังนโยบาย Fed และทิศทาง Bond Yield ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นตัวกำหนดว่า Valuation ของหุ้นเทคโนโลยีและตลาดเกิดใหม่จะยืนอยู่ในระดับปัจจุบันได้นานเพียงใด










