บทความโดย Michael Kramer นี้เขียนให้กับ Investing.com โดยเฉพาะ
ค่าเงินดอลลาร์ที่กำลังจะลดต่ำลงนั้นน่าจะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์สมความปรารถนาอย่างที่หวังไว้ได้เสียที ดอลลาร์นั้นแข็งค่าอยู่ได้อย่างยาวนานมาตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2018 อย่างไรก็ตามก็อาจถึงคราวที่จะต้องสิ้นสุดลงแล้ว การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของทั่วโลกเริ่มลดลง แต่ในสหรัฐฯ ถือว่าลดลงไปเร็วกว่าที่อื่นๆ จนทำให้มีผลต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ กับพันธบัตรของประเทศอื่นๆ กว้างขึ้น ซึ่งก็น่าจะส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวต่ำลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ
เงินดอลลาร์เริ่มอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับ เยน ญี่ปุ่น และดูเหมือนว่าเมื่อเทียบกับ ยูโร แล้วก็ใกล้จะอ่อนค่าลงในอีกไม่ช้านี้ด้วยเช่นกัน หากดอลลาร์อ่อนค่าลงจริง ก็อาจจะทำให้เฟดต้องดำเนินการบางอย่าง เนื่องจากก่อนหน้านี้เฟดก็กำลังเตรียมที่จะใช้ นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลาย อยู่แล้ว
เงินดอลลาร์ที่แข็งค่า
นับตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2018 เป็นต้นมา ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวขึ้นมาได้เกือบ 11% อย่างไรก็ตามการปรับตัวขึ้นนี้ก็เริ่มชะลอตัวและเกิดการแกว่งตัวด้านข้างตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปี 2018 เป็นต้นมาอยู่ในช่วง 96.50 ถึง 99 ปัจจุบันเมื่อผลต่างของผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มแคบลง ดอลลาร์จึงมีโอกาสที่จะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วได้
เงินเยน
ดอลลาร์เริ่มลดค่าลงเมื่อเทียบกับเยนญี่ปุ่นเนื่องจาก ผลต่าง ระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และพันธบัตรญี่ปุ่นในรุ่นอายุ 10 นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2018 เป็นต้นมาแคบลงประมาณ 135 จุดเบสิสเหลือ 1.75% ในช่วงเดียวกัน เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ราว 7% ไปอยู่ที่ประมาณ 106 จากเดิมอยู่ที่ 115 มีสัญญาณหลายอย่างที่บ่งชี้ว่าเยนน่าจะยังแข็งค่าขึ้นอีกจนไปถึง 100 ได้ เพราะมีเส้นแนวโน้มที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เดือนเมษายนชี้ว่าเยนน่าจะพุ่งเป้าไปยัง 100 และน่าจะลงไปต่ำกว่าแนวรับทางเทคนิคที่ระดับ 104.80 ได้ ซึ่งชี้ว่าเยนจะแข็งค่าขึ้นได้อีก
เงินยูโร
สกุลเงินถัดไปที่ดอลลาร์จะอ่อนตัวลงเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วก็คือเงินยูโร เนื่องจาก ผลต่าง ระหว่างผลตอบแทนพันธบัตรของสหรัฐฯ และพันธบัตรเยอรมนีรุ่นอายุ 10 ปีนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นมาเริ่มแคบลงราว 65 จุดเบสิสเหลือประมาณ 2.2% จากที่ได้รายงานไว้ใน บทความเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าผลต่างดังกล่าวอาจจะลดลงเหลือเพียง 2% ได้ เมื่อผลต่างน้อยลงก็จะช่วยให้ยูโรแข็งค่าขึ้นได้เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ที่จริงแล้วแม้ว่าหลายฝ่ายจะคาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะมีแผนที่จะนำ มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจชุดใหญ่ออกมาใช้ ในช่วงการประชุมที่จะเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ แต่ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา ค่าเงินยูโรก็ยังทรงตัวอยู่ที่ราว 1.10 ถึง 1.11 เมื่อเทียบกับดอลลาร์
ความน่าสนใจของเงินยูโรก็คือความสามารถในการทรงตัวนิ่งอยู่ได้แม้ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าอีกไม่นานจะมีการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายก็ตาม นี่จึงอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่าตลาดอาจคาดหวังให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ยืนหยัดในท่าทีที่เข้มแข็งเช่นนี้ไว้ก่อนเพื่อยืดอายุ ความเชื่อมั่นในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ให้นานขึ้นเมื่อเทียบกับธนาคารกลางยุโรป ไม่เช่นนั้น ในช่วงก่อนการประชุมของธนาคารกลางยุโรปที่จะมีขึ้นในเดือนกันยายน ยูโรจะมีอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับดอลลาร์
กราฟราคาเงินยูโร
ดอลลาร์จะอ่อนตัวไปได้มากแค่ไหน?
ในขณะนี้ยังอาจบอกไม่ได้ว่าในระยะยาว ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ จะปรับลดลงไปมากเพียงใด แต่ก็มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าดัชนีดังกล่าวน่าจะลงไปอยู่ที่ราว 95 ซึ่งเป็นการปรับลดลงเกิน 3% หลังจากนั้น ระดับแนวรับสำคัญทางเทคนิคของดัชนีตัวต่อไปจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะไปถึงระดับ 92.50 ซึ่งเป็นการปรับลดลงไปเกือบ 6%
กราฟราคาดัชนีดอลลาร์สหรัฐ
ในภาพรวมแล้ว การที่ดอลลาร์เริ่มมีค่าคงที่อาจชี้ให้เห็นว่าราคากำลังขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้วและการแข็งค่าของดอลลาร์ก็อาจจะถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ซึ่งก็อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจของเฟดให้ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างรุนแรงอีกครั้ง หากดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลงจริงๆ ก็น่าจะทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ อย่างเช่น น้ำมัน ทองแดง และ แร่เหล็ก ปรับตัวสูงขึ้นได้
ตราบใดที่ตลาดและธนาคารกลางแต่ละแห่งไม่ได้คิดตัดสินใจในแบบเดียวกัน โลกก็ยังจะสับสนวุ่นวายและสกุลเงินต่างๆ ก็จะผลัดกันอ่อนค่าอยู่เช่นนี้ต่อไป โดยในการอ่อนค่าของดอลลาร์ในครั้งนี้อาจลดลงไปยังจุดที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2017 และปี 2018 บางช่วงก็เป็นได้