วงจรซูเปอร์ไซเคิลเซมิคอนดักเตอร์จะส่งผลต่อเศรษฐกิจเกาหลีและวอนอย่างไร?
- สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์อ่อนค่าลง หลังผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ลงบ้าง ส่วนเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ก็แข็งค่าขึ้นชัดเจน ตามความหวังว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะเดินหน้าทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้เพิ่มเติมในปีนี้
- ติดตามแนวโน้มการเจรจาสันติภาพเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงสถานการณ์การเมืองเยอรมนีหลังการเลือกตั้ง พร้อมรอลุ้นรายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE สหรัฐฯ และผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย
- โมเมนตัมการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อาจชะลอลงได้ หากตลาดยังอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) หรืออัตราเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าคาด ขณะเดียวกัน ควรจับตาประเด็นการเมืองเยอรมนีและการเจรจายุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่จะส่งผลกระทบต่อเงินยูโร (EUR) ในส่วนของค่าเงินบาท เรามองว่า เงินบาทอาจชะลอการแข็งค่าขึ้นและโดยรวมเงินบาทอาจแกว่งตัว Sideways โดยต้องจับตาทิศทางเงินดอลลาร์ รวมถึงราคาทองคำ ส่วนฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติก็มีแนวโน้มผันผวนและอาจเห็นแรงขายทำกำไรสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะบอนด์ ได้ในช่วงนี้
- มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.30-33.85 บาท/ดอลลาร์
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
- ฝั่งสหรัฐฯ – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE ในเดือนมกราคม และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดเชื่อว่า เฟดมีโอกาสราว 85% ที่จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้ง หรือ 50bps ในปีนี้ และมีโอกาสราว 86% ที่จะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 1 ครั้ง หรือ 25bps ในปีหน้า นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามแนวโน้มการดำเนินนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล Trump 2.0 โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้า รวมถึงรอจับตาแนวโน้มยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) ที่อาจทยอยสูงขึ้นได้ หลัง Department of Government Efficiency (DOGE) ได้ทยอยปลดพนักงาน/ข้าราชการในหลายหน่วยงานของสหรัฐฯ
- ฝั่งยุโรป – บรรดาผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นผลการเลือกตั้งทั่วไปของเยอรมนี ซึ่งจะรับรู้ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (IFO Business Climate) ของเยอรมนี ซึ่งอาจช่วยสะท้อนภาพกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงเข้าใกล้การเลือกตั้งของเยอรมนีได้ และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตามรายงานการประชุมล่าสุดของธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB รวมถึง รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดย ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการปรับนโยบายการเงินของ ECB ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างเชื่อว่า ECB อาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอีกราว 3 ครั้ง ในปีนี้
- ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ผ่านรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ อัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว รวมถึง ยอดค้าปลีก (Retail Sales) ในส่วนของนโยบายการเงินนั้น ผู้เล่นในตลาดประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจลดดอกเบี้ย 25bps สู่ระดับ 2.75% เพื่อช่วยหนุนภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอลงต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลปัญหาการเมือง ความเสี่ยงผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0 รวมถึงความเสี่ยงที่ความต้องการสินค้าประเภท Semiconductor อาจลดลง โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า BOK จะสามารถลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 75bps สู่ระดับ 2.00% ในปีนี้ เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจ ตราบใดที่เงินวอนเกาหลี (KRW) ไม่ได้ผันผวนอ่อนค่าลงหนัก ส่วนในช่วงสุดสัปดาห์ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน (Manufacturing & Services PMIs) เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจจีน
- ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานยอดการค้าระหว่างประเทศ (Exports & Imports) รวมถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ในเดือนมกราคม ทั้งนี้ ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) โดยเราคาดว่า กนง. จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 2.25% ซึ่งเป็นระดับที่เหมาะสม สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ อีกทั้งยังเป็นการรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นชัดเจน (อาทิ ความไม่แน่นอนของการดำเนินนโยบายต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาล Trump 2.0) สำหรับ แนวโน้มเงินบาท นั้น เราคงมองว่า เงินบาทอาจแกว่งตัวในลักษณะ Sideways และมีโอกาสที่จะทยอยแข็งค่าขึ้นได้บ้าง ตราบใดที่เงินบาทไม่ได้กลับมาอ่อนค่า จนทะลุโซนแนวต้าน 34.00-34.10 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ เรามองว่า เงินบาทอาจยังไม่สามารถแข็งค่าขึ้นได้มากนัก หากราคาทองคำ (XAUUSD) เริ่มเข้าสู่ช่วงการพักฐาน (Correction) ซึ่งหากประเมินในเชิงเทคนิคัล ราคาทองคำก็เสี่ยงที่จะย่อตัวลงบ้าง หรืออย่างน้อยแกว่งตัว Sideways นอกจากนี้ เงินบาทก็อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่ามากขึ้นได้ ในกรณีที่ ราคาทองคำเข้าสู่แนวโน้มขาลง หากราคาทองคำปรับตัวลดลงจนหลุดโซน 2,885 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างชัดเจน เมื่อประเมินจากกลยุทธ์ Trend-Following

