เงินเฟ้อจะลดลงเหลือ 3.8% ในปีนี้ และ 3.4% ในปี 2027 ตามที่หัวหน้า IMF กล่าว
- 4 ดัชนีหลักในตลาดหลักทรัพย์สหรัฐฯ ปรับตัวไปแตะเพดานสูงสุดในระยะกลางแล้ว
- ทรัมป์ยังรุกหนักสงครามการค้า โดยมุ่งเป้าไปที่เม็กซิโกและอินเดีย
- VIX ปรับตัวไปอยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา
ตลาดหุ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมทั้งเดือนยังคงเป็นขาลงและอาจขยายมาสู่เดือนมิถุนายนด้วยเช่นกัน ดัชนีตลาดหลักๆ ของสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่ S&P 500, Dow Jones, NASDAQ Composite และ Russell 2000 ต่างก็ปรับตัวลดลงในวันศุกร์ หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เปิดศึกครั้งใหม่อีกโดยขู่ที่จะขึ้นภาษีกับเม็กซิโก นอกจากนั้นทรัมป์ยัง ปลดอินเดีย ออกจากประเทศที่มีสถานะทางการค้าพิเศษที่ได้รับการยกเว้นภาษีในสินค้าราว 2,000 รายการมูลค่าหลายพันล้านเหรียญ
ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยังปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 ไปอยู่ที่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2017 เป็นต้นมา ซึ่งถือว่าเป็นการปรับลดลงเป็นเวลา 4 สัปดาห์ต่อเนื่องกันรวมแล้ว 6.57%
นอกจากนี้ จีนก็เริ่มตอบโต้ที่สหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำบริษัทหัวเหว่ยอีกระลอก โดยสำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันเสาร์ว่า จีนได้เริ่มทำการ สืบสวน ว่า FedEx (NYSE:FDX) "ทำให้สิทธิ์และผลประโยชน์ของลูกค้าเสียหาย" หลังจากที่หัวเหว่ยอ้างว่าบริษัท FedEx ไม่ส่งพัสดุของหัวเหว่ยไปตามที่อยู่ที่กำหนด
หุ้นดิ่งหนักนับตั้งแต่คริสต์มาสอีฟ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาถือว่าเป็นการปรับตัวลดลงประจำสัปดาห์ที่ต่ำที่สุดตั้งแต่วันคริสต์มาสอีฟในเดือนธันวาคม 2018 เป็นต้นมา จากข้อมูลทางเทคนิคจะเห็นว่าดัชนีหลักทั้ง 4 ตัวทะลุกรอบแนวรับออกห่างจาก top และเข้าสู่ช่วงขาลงในระยะกลางเรียบร้อยแล้ว หากยังคงปรับตัวลดลงไปต่ำกว่า bottom ของเดือนธันวาคม ก็น่าจะเป็นช่วงสิ้นสุดแนวโน้มขาขึ้นระยะยาวที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ราคาอยู่ที่ bottom ในปี 2009 เป็นต้นมา

ในวันศุกร์ ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 1.32% ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่ม อสังหาริมทรัพย์ (+0.83%) และ สาธารณูปโภค (+0.47%) โดยกลุ่มของ เทคโนโลยี (-1.67%) และ บริการด้านการสื่อสาร (-1.55%) ปรับตัวลงมากที่สุด
กว่าครึ่งของมูลค่าที่ปรับลดลง 2.62% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นในวันศุกร์ โดยในสัปดาห์นั้น ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมต่างต้องเผชิญกับราคาที่ปรับตัวลงทั้งสิ้น กลุ่ม พลังงาน (-4.63%) ก็ทำผลงานได้แย่ลง ราคา น้ำมัน และเป็นสัปดาห์ที่มีการปรับตัวลงมากที่สุดของปี ในทางเทคนิคจะเห็นว่าได้เกิดการทะลุแนว neckline ของ H&S ไปแล้ว และมีการทำ trough ครั้งที่สองเพื่อให้ peak กับ trough ทำรูปแบบลดระดับได้สมบูรณ์ไปอยู่ที่ระดับ 2 เปอร์เซนต์โดยผ่าน gap อันที่ 2 ลงไปอยู่ต่ำกว่าเส้น 100 และ 200 DMA นอกจากนั้น เส้น RSI ก็ปรับลงไปอยู่ที่ 30.84 ซึ่งเป็นค่าที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา
จากข้อมูลกราฟรายสัปดาห์ ราคายังขยาย รูปแบบสามเหลี่ยมปากอ้า ต่อไปอีกนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 เป็นต้นมา เนื่องจากมีการปรับตัวลงไปต่ำกว่าเส้น 50 WMA ดัชนีนี้เคยทำจุดสูงสุดที่สูงกว่าเดิมและจุดต่ำสุดที่ต่ำกว่าเดิมได้ตั้งแต่ต้นปี 2018 จนทำให้เกิดจุด top ได้ ส่วน MACD รายสัปดาห์ระยะสั้นยังอยู่ต่ำกว่าเส้น MA ระยะยาวทำให้เกิดสัญญาณขายขึ้น และการที่ RSI ดีดตัวขึ้นสูงก็ทำให้เห็นว่าจะมีการกลับตัวลงเป็นครั้งที่สอง เนื่องจากได้ทำ trough ที่ต่ำลงมาเป็นครั้งที่สามแล้ว หลังจากที่เคยทำ peak ได้สามครั้งในเดือนมกราคม 2018 กันยายน 2018 และเมษายน 2019
ดัชนีดาวปรับตัวลงไป 1.41% ในวันศุกร์ ซึ่งทำให้ผลงานประจำสัปดาห์ปรับลดลงไปทั้งสิ้น 3.01% ดัชนีนี้ได้รับผลกระทบหนักจากการมี gap ขาลงถึงสองครั้ง โดยไปทำรูปแบบ top ของ H&S ได้สำเร็จหลังจากที่ตกไปอยู่ต่ำกว่าเส้น 100 และ 200 DMA และเส้น 100 DMA ตัดอยู่ด้านล่างเส้น 200 DMA
เมื่อพิจารณากราฟรายสัปดาห์ ดัชนีดาวเริ่มทำรูปแบบ H&S ขนาดใหญ่อีกครั้ง จากที่พยายามมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 เนื่องจากราคาไถลลงไปต่ำกว่าเส้น 50 WMA ส่วน MACD และ RSI ก็ทำรูปแบบใกล้เคียงกับดัชนี S&P 500 เช่นกัน ดัชนีดาวร่วงลงติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่ห้าติดต่อกัน ซึ่งยาวนานกว่าดัชนีอื่นๆ ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในขณะที่ทำผลงานได้ดีเพียง 6.4%
ดัชนี NASDAQ Composite ทำผลงานได้แย่ลง ในวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยปรับตัวลงไป 1.51% ทำให้ดัชนีโดยรวมประจำสัปดาห์ลดลงไป 2.41% เช่นเดียวกับ S&P 500 และดาว ดัชนี NASDAQ ร่วงลงไปทะลุเส้น 100 และ 200 DMA และแม้ว่าจะไม่เกิด gap ก็ทำรูปแบบ H&S แบบกลับตัวได้สำเร็จโดยมีรูปแบบและปัจจัยกระตุ้นแบบเดียวกันกับกราฟรายสัปดาห์ ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 4 โดยลดลงไปแล้วทั้งสิ้น 8.52%
เมื่อวิเคราะห์เป็นรายวันจะพบว่าดัชนี Russell 2000 (-1.29%) ทำผลงานได้ดีขึ้นเล็กน้อยในวันศุกร์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่เป็นไปตามกระแสข่าวของตลาดที่คาดว่าหุ้นขนาดเล็กภายในประเทศน่าจะยังมีความได้เปรียบอยู่ แต่ดัชนีก็ยังเกิดแรงเทขายและปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องตลอด 4 สัปดาห์ รวมปรับลดลงไป 9.2%

ผลตอบแทนของ พันธบัตรรุ่นอายุ 10 ปี ของสหรัฐฯ ลดลงไปอยู่ที่ 2.133 ซึ่งนับว่าเป็นราคาประจำสัปดาห์ที่ร่วงลงหนักที่สุดตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา เนื่องจากนักลงทุนตอบสนองกับข่าวการปรับลดอัตราดอกเบี้ยทั้งสองครั้งที่จะกระทบกับการถดถอยที่จะเกิดขึ้นในปีนี้แล้ว อัตราผลตอบแทนปรับตัวลดลงต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2017 เป็นต้นมา ไปอยู่ต่ำกว่าระดับของเดือนพฤศจิกายน 2016 เพียง 10 จุดเบสิสซึ่งเป็นช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ในทางเทคนิคแล้ว ผลตอบแทนพันธบัตรยังลดลงจากสัปดาห์ก่อนไปปิดต่ำกว่าเส้น 200 WMA.

นักลงทุนคาดว่าความผันผวนมากขึ้นจะทำให้ดัชนี VIX ปรับตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดประจำสัปดาห์ได้ซึ่งจะเป็นค่าสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมา เนื่องจาก MACD และ RSI แสดงให้เห็นว่าน่าจะมีความผันผวนเกิดขึ้นได้อีก
สงครามการค้าระอุ
การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ พุ่งเป้าไปที่เม็กซิโก เพื่อเรียกเก็บภาษีนำเข้า 5% จากเม็กซิโกโดยจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 10 มิถุนายนนี้ หากเม็กซิโกไม่หยุด "ลักลอบเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย" ก็จะเพิ่มภาษีเป็น 25% ในเดือนตุลาคม ในขณะที่ทรัมป์ยังเดินหน้าทำสงครามกับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง ฟากของจีนก็มี เอกสารทางการ ที่แถลงออกมาเพื่อประณามทรัมป์ว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาการค้าไปทั่วโลก หลังจากที่สหรัฐฯ กล่าวหาว่าจีนว่าไม่ทำตามข้อตกลงที่เคยรับปากไว้
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อาจคิดว่าสหรัฐฯ ควรต้องปรับจุดยืนในการสร้างความได้เปรียบทางการค้าในช่วงเวลานี้เพื่อให้ส่งผลดีต่อการเลือกตั้งรอบหน้าให้กับตัวของเขาเองด้วยก็ได้ สภาพเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในขณะนี้ยังถือว่าดี เนื่องจาก การใช้จ่าย และรายได้ยังดีกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ รวมทั้งตัวชี้วัด การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคหลัก ก็ยังสูง เมื่อนำการใช้จ่ายมาหักลบด้วยค่าใช้จ่ายด้านอาหารและพลังงานที่ผันผวนสูงก็ยังคงมากขึ้นกว่าเดิม 0.2% จากเดือนก่อนหน้า หรือ 1.6% จาก ปีก่อน หลังจากที่มีการปรับตัวลง 1.5% ในเดือนมีนาคม
สำหรับมุมมองทางด้านตลาดหุ้น ทรัมป์พยายามที่จะไม่ให้ตลาดเป็นขาลงก่อนที่จะถึงช่วงเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2020 ตลาดหุ้นควรที่จะทำ bottom แล้วปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่เริ่มมีการสำรวจคะแนนความนิยมในการเลือกตั้ง ตั้งแต่ปี 1928 เป็นต้นมา มีการเลือกตั้งไปแล้ว 23 ครั้ง และในแทบทุกครั้ง ดัชนีตลาด จะเพิ่มสูง ขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะมีการประกาศผู้ชนะการเลือกตั้งเป็นช่วงเวลาประมาณ 3 เดือน

ดอลลาร์สหรัฐ ก็ปรับตัวลดลงในวันศุกร์เช่นกัน โดยลดลงไป 0.41% และทะลุขอบเขตบนของรูปสามเหลี่ยมใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน และยังทะลุรูปสามเหลี่ยมเล็กแบบเพิ่มระดับที่เกิดตั้งแต่เดือนเมษายนไปได้ จากนั้นจึงสร้างแนวรับและไปปิดอยู่เหนือรูปสามเหลี่ยมใหญ่ที่ด้านล่างของรูปสามเหลี่ยมเล็ก เมื่อพิจารณาจากอัตราความเสี่ยงต่อผลตอบแทนจึงทำให้ตำแหน่งปัจจุบันเป็นตำแหน่งที่ควรเข้าถือ long

ราคาน้ำมันในวันศุกร์ยังปรับตัวลงไป 5.46% เนื่องจากหลายประเทศยังคงต้องรอดูสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ยกเลิกการซื้อน้ำมันจากอิหร่านต่อไป ปริมาณการเข้าน้ำมันจากอิหร่านของญี่ปุ่น ลดลง 42% เมื่อเทียบกับเดือนเมษายนซึ่งอยู่ที่ 169,100 บาร์เรล สงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นและผลกระทบจากการชะลอตัวในการผลิตที่ทำให้ปริมาณความต้องการลดลง เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลทางเทคนิคจะพบว่าตลาดน้ำมันยังคงเป็นขาลงต่อไปในระยะกลาง
