ผู้เชี่ยวชาญชี้แนวทางที่แตกต่างกันในการพัฒนาควอนตัมคอมพิวติ้งของบริษัทเทค
IPO หรือการเสนอขายหุ้นแก่สาธารณะเป็นครั้งแรกนั้น คือการที่บริษัทเอกชนนำหุ้นของบริษัทมาขายให้กับสาธารณะผ่านตลาดหลักทรัพย์ บริษัทเอกชนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้มีกฎอยู่ว่าจะต้องระดมทุนผ่านการขายหุ้นเพื่อนำเงินที่ได้ไปพัฒนาและสร้างการเจริญเติบโตให้กับองค์กร
เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บริษัทเอกชนโดยทั่วไปจะมีผู้ถือหุ้นของตนเองอยู่แล้ว แต่สิทธิ์ความเป็นเจ้าของจะจำกัดอยู่ที่ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหารในตำแหน่งสำคัญ รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องและมีความจำเป็นกับการก่อตั้งและทำให้บริษัทเติบโตได้เพียงบางคนเท่านั้น อย่างเช่น นักลงทุนในช่วงเริ่มต้นหรือ VC เป็นต้น ส่วนสาธารณชนจะไม่สามารถถือครองหุ้นในบริษัทเอกชนได้ จึงทำให้นักลงทุนอื่นๆ ที่มีความสนใจในธุรกิจไม่สามารถเข้าไปร่วมลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของในช่วงที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจซึ่งอาจมีโอกาสก้าวไปเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้ในอนาคตอย่างเช่น Uber (NYSE:UBER) เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา หรือ AirBnB ในวันนี้
เป็นที่ทราบดีกว่า เมื่อบริษัทเอกชนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ย่อมทำให้นักลงทุนเกิดความสนใจโดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย แต่นักลงทุนรายย่อยควรซื้อหุ้นตอน IPO จริงหรือ?
การประเมินว่าหุ้น IPO จะดีหรือไม่นั้นทำได้ยาก
รัฐบาลกำหนดไว้ว่าบริษัทที่จะทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะต้องส่งการดำเนินงานรายไตรมาสที่เรียกว่า 10Q ซึ่งจะนำไปเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยทั่วไปนักลงทุนจะมีความสนใจในบริษัทที่มีการเก็บประวัติผลการดำเนินงานหรือ 10Q ไว้หลายๆ ปี เพื่อนำไปวิเคราะห์ผลประกอบการของบริษัท ดัชนี S&P 500 และบริษัททั่วไปมักจะมีข้อมูลดังกล่าวเก็บไว้อย่างน้อย 10 ปี
การพยายามหาหุ้น IPO ที่กำลังจะเปิดขายยิ่งเป็นการยากขึ้นไปอีก สิ่งที่จำเป็นสำหรับนักลงทุนรายย่อยคือข้อมูล S-1 ก่อน IPO ซึ่งบริษัทเอกชนจะต้องส่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ก่อนที่จะเริ่มเปิดขายได้
แต่น่าเสียดายที่ข้อมูล S-1 นั้นอาจมีไม่เพียงพอ ตัวอย่างเช่น บริษัท Uber ซึ่งก่อตั้งในปี 2009 และเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในเดือนพฤษภาคม 2019 แม้ว่าบริษัทจะดำเนินธุรกิจไปเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ข้อมูลใน S-1 ก็มีเพียงข้อมูลทางการเงินเฉพาะในปี 2016 เป็นต้นมาเท่านั้น นักลงทุนรายย่อยจึงขาดข้อมูลทางการเงินไปอีก 7 ปีซึ่งน่าจะช่วยในการประเมินและวิเคราะห์ได้มากกว่านี้
ความยากไม่ได้อยู่แค่เรื่องการประเมินผลงานของบริษัทด้วยข้อมูลที่มีอย่างจำกัดเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกันของหุ้น IPO ระหว่างนักลงทุนรายย่อยกับคนวงใน หรือแม้แต่สถาบันทางการเงินที่มีเส้นสายและเงินลงทุนสูง ทั้งคนวงในและสถาบันการเงินจะมีโอกาสได้ร่วมประชุมกับผู้ก่อตั้งบริษัทและได้ทราบข้อมูลทางการเงินที่บุคคลทั่วไปไม่ทราบ ดังนั้นการเปิดให้ลงทุนก่อน IPO จึงทำให้นักลงทุนรายย่อยเสียเปรียบอย่างมาก
การออกโรดโชว์ที่มักจะเกิดขึ้นก่อนการขาย IPO รวมทั้งกิจกรรมที่จัดขึ้นผ่านสื่อต่างๆ ก็มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือการสร้างความตื่นเต้นและน่าสนใจให้กับการเปิดขายในครั้งนี้ นักลงทุนหลายรายจึงแยกระหว่างสัญญาณจริงหกับสัญญาณหลอกไม่ได้ ในขณะที่ทุกคนต่างมีความต้องการอยากได้หุ้นมาครองแต่ก็ลืมที่จะมองความเสี่ยงที่แฝงอยู่
ความยากในการเข้าซื้อ
บริษัทที่ต้องการเปิดขายหุ้น IPO มักจะจ้างผู้รับประกันซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือธนาคารที่มีชื่อเสียงอย่างเช่น โกลด์แมน แซคส์ หรือ มอร์แกน สแตนลีย์ เพื่อเข้าซื้อหุ้นที่ปล่อยออกสู่ตลาดจนหมด (ธนาคารจะซื้อหุ้นปกติทั้งหมด) เพื่อให้บริษัทได้รับเงินระดมทุนตามจำนวนที่กำหนดไว้ จากนั้นจึงนำไปขายทอดตลาดอีกครั้ง
การเปิดขาย IPO แบบทางตรงโดยไม่ผ่านธนาคารนั้นก็ทำได้เช่นกัน อย่างเช่น Spotify (NYSE:SPOT) และ Slack (NYSE:SK) เป็นตัวอย่างของบริษัทที่เลือกใช้การเปิดขายหุ้นทางตรง การเลือกใช้วิธีนี้จะช่วยให้บริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายล้านดอลลาร์ แต่ก็เสี่ยงที่จะเกิดการผันผวนของราคาหุ้นในช่วงวันแรกๆ ในการซื้อขายได้มากกว่าการให้ธนาคารมาช่วยลงทุนให้ก่อน
นักลงทุนสถาบันสามารถซื้อได้ในราคาที่เสนอขายซึ่งกำหนดไว้แล้วโดยผู้รับประกัน ตัวอย่างต่อไปนี้คือราคาหุ้นที่มีการเชิญชวนให้ซื้อผ่านทางสื่อต่างๆ ก่อนวันเปิดซื้อขาย Lyft (NASDAQ:LYFT) เปิดขาย IPO ที่หุ้นละ $72 ซึ่งเป็นราคาที่นักลงทุนรายย่อยไม่น่าจะเข้าถึงได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีผู้คาดหวังกับ IPO ไว้มาก เมื่อนักลงทุนสถาบันได้รับหุ้นจำนวนหนึ่งในราคา IPO ไปแล้วก็จะนำไปขายต่อให้กับลูกค้ารายย่อยคนสำคัญหรือลูกค้ากลุ่มที่มีการลงทุนสูงก่อน
ดังนั้น ราคาที่โฆษณาไว้จึงไม่ใช่ราคาที่นักลงทุนรายย่อยจะต้องจ่าย แม้ว่าจะซื้อหุ้นตั้งแต่ช่วงเริ่มเปิดขายก็ตาม โปรดพิจารณาจากตัวอย่างในกรณีของบริษัท Lyft หุ้นมีการเปิดซื้อขายกันที่ราคา $87 ซึ่งสูงว่าราคา IPO ถึง 21% ซึ่งเป็นราคาที่สะท้อนถึงคุณภาพของบริษัทนั่นเอง แต่สำหรับนักลงทุนรายย่อยนั้นก็ยังคงต้องมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายสูงขึ้นเพื่อให้ได้หุ้น IPO ในช่วงแรกๆ อยู่ดี
ผลงานในช่วงเริ่มต้นยังคงไม่แน่นอน
เพื่อพิจารณาจากความจริงที่ว่ายิ่งมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง ก็ยิ่งอาจทำกำไรได้มากขึ้นด้วย แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่อย่างนั้นเสมอไป ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หุ้น IPO ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ทำผลงานดีไปกว่าดัชนี S&P 500 เลย
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า นักลงทุนรายย่อยมักจะต้องจ่ายเงินแพงกว่าราคา IPO เราจะลองประเมินผลงานของหุ้นตามราคาที่เปิดขายในตลาดวันแรกที่ไม่ใช่ราคาก่อนขายจริงของบริษัทที่น่าสนใจประจำปี 2018 และ 2019 ดังนี้

หุ้น IPO ตัวใหญ่ๆ ในปี 2018 ประกอบด้วย Spotify, AXA (OTC:AXAHY), iQIYI (NASDAQ:IQ) และ Pinduoduo (NASDAQ:PDD) และในตารางด้านล่างคือผลงานของหุ้น IPO เด่นๆ ในปี 2019 ที่ประกอบด้วย Uber, Lyft, Zoom Technologies (OTC:ZOOM) และ Pinterest (NYSE:PINS)
เป็นที่ชัดเจนว่าข้อมูลในปี 2018 และ 2019 มีทั้งดีและไม่ดีผสมกันอยู่ หุ้น IPO ในปีนี้ดูดีกว่าปีที่แล้วค่อนข้างมาก แต่พึงระลึกไว้เสมอว่ายังเร็วเกินไปที่จะตัดสินหุ้น IPO ของปี 2019
เราจะสังเกตได้ว่าเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนี S&P 500 ค่าเฉลี่ยผลงานที่ IPO ทำได้ดีกว่าคือ 8.61% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของการทำผลงานได้แย่กว่าคือ -23.89% ซึ่ง IPO ของ Zoom เป็นเพียงตัวเดียวที่ทำผลงานได้ดีกว่าตลาดมากกว่า 20% แต่หุ้น 3 ตัวที่เหลือคือ Spotify, Pinduoduo และ Lyft กลับทำผลงานได้แย่กว่าตลาดมากกว่า 20%
ข้อมูลนี้ไม่ได้หมายความถึงการลงทุนในหุ้น IPO ในระยะยาว แต่แสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาสั้นๆ หุ้น IPO ไม่ใช่เครื่องมือทำเงินสุดวิเศษสำหรับนักลงทุนรายย่อย เนื่องจากอาจมีกลยุทธ์ทางการตลาดมาหลอกให้หลงเชื่อได้ การลงทุนในหุ้น IPO จึงจำเป็นต้องอาศัยความอดทนต่อความผันผวน ซึ่งนักลงทุนรายย่อยมักต้องการหลีกเลี่ยง
บทสรุป
การตัดสินใจซื้อหุ้น IPO ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของนักลงทุนแต่ละราย อย่างไรก็ตาม จากผลงานในระยะสั้นทำให้ทราบว่าความเสี่ยงมักจะมีสูงกว่าเสมอ แต่ข่าวดีคือ เมื่อเวลาผ่านไป ข้อมูลก็จะมีมากขึ้น รวมทั้งราคาที่แท้จริงก็จะปรากฏให้เห็น นักลงทุนก็จะสามารถตัดสินใจได้ดียิ่งขึ้น
