นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.77 บาทต่อดอลลาร์
“อ่อนค่าลงเล็กน้อย”
จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.69 บาทต่อดอลลาร์
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.67-33.80 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากทั้งสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงหลังการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน จากทั้งประเด็นสถานการณ์ในตะวันออกกลางและความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ยังได้สร้างแรงกดดันต่อเงินบาทเพิ่มเติม ผ่านการหนุนเงินดอลลาร์ พร้อมกับสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) ตามการปรับลดสถานะถือครองทองคำของผู้เล่นในตลาด เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมและเสริมสภาพคล่อง (รวมถึงอาจมีแรงขายจากปัจจัยเชิงเทคนิคัล หลังราคาทองคำปรับตัวลงทะลุโซนแนวรับ) โดยราคาทองคำได้ปรับตัวลงหนักหลุดโซนแนวรับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะรีบาวด์ขึ้นบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ท่ามกลางแรงซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาดบางส่วน
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาธนาคารกลางหลักต่างเลือกที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อรอรับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมและรอติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินเฟ้อได้
-
สัปดาห์นี้ ควรจับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ อย่าง ข้อมูลตลาดแรงงาน รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน
-
ตลาดการเงินเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ โดย แม้เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุน หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้น ทว่า เงินดอลลาร์อาจถูกกดดันได้ ประเด็นดังกล่าว ร่วมกับความกังวลต่อแนวโน้มการลงทุนใน AI ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และปรับลดโอกาส FED ขึ้นดอกเบี้ย ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบ/ทะลุโซน 34 บาทต่อดอลลาร์ หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมารบกันอีกครั้ง ทว่า เงินบาทยังคงเผชิญ Two-way risk พร้อมเคลื่อนไหวสองทิศทาง บนความผันผวนที่สูงขึ้นจากช่วงก่อนหน้า ขึ้นกับผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ บรรยากาศในตลาดการเงิน รวมถึงทิศทางราคาทองคำ
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.30-34.25 บาท/ดอลลาร์ -
ประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า 33.65-33.85 บาท/ดอลลาร์
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น กอปรกับผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ ทั้ง ผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ รายงานตลาดแรงงานสหรัฐฯ รวมถึงรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ทำให้ตลาดการเงินเสี่ยงผันผวนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงก่อนหน้า โดยเงินบาท (USDTHB) ยังคงเสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
หากประเมินจากสถิติผลการเลือกตั้ง Midterms ของสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 2000 จะพบว่า เงินบาทอาจทยอยแข็งค่าขึ้น หากการครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรสมีการปรับเปลี่ยนพรรคและ FED อยู่ในช่วงท้ายของรอบการขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งใกล้เคียงกับผลโพลล่าสุด รวมถึงแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ที่อาจใกล้สิ้นสุดลง (ในกรณีฐานที่เราประเมินและ Dot Plot ล่าสุดของ FED) แต่หาก ผลการเลือกตั้งสะท้อนว่า พรรค Republicans จะยังคงครองเสียงข้างมากทั้งสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา สวนทางกับผลโพล อาจหนุนให้ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นได้ไม่ยาก อย่างไรก็ดี เรามองว่า ควรรอติดตาม หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกับมารบกันอีกครั้ง อาจหนุนการปรับตัวขึ้นของราคาพลังงาน ที่จะขึ้นกับความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วตะวันออกกลาง ซึ่งในกรณีเลวร้ายนั้น อาจเห็นราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอีกราว 20-30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในวงกว้าง ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าลงทะลุโซนแนวต้าน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก และอาจทำให้เราต้องปรับสมมติฐานต่อแนวโน้มนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางใหม่
ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30-33.40 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านแรกจะอยู่ในโซน 33.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป โซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์) ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) ของสหรัฐฯ รวมถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ในช่วงหลังการเลือกตั้งดังกล่าว หลังมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิสราเอล เตรียมเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ส่วนอิหร่านได้เตรียมการโจมตีตอบโต้กลับที่รุนแรงและขยายวงกว้างจากช่วงที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเสี่ยงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยในส่วนของผลโพลการเลือกตั้ง Midterms ล่าสุด ที่รวบรวมโดยทาง NBC News สะท้อนว่า พรรค Democrats มีโอกาส 52% ที่จะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส (คุมเสียงข้างมากในในส่วนของสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา) ส่วนผู้เล่นในตลาดพนัน อย่าง Polymarket ให้โอกาสเกิดกรณีดังกล่าว หรือ Blue Sweep ถึง 71% อนึ่ง หากประเมินจากสถิติผลการเลือกตั้ง Midterms ตั้งแต่ปี 2000 พบว่า เงินบาทมีแนวโน้มทยอยแข็งค่าขึ้นหลังการเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกรณีที่ เสียงข้างมากในสภาคองเกรสมีการปรับเปลี่ยนพรรค แม้จะเพียงบางส่วน (Partial Change) และ FED อยู่ในช่วงท้ายของการปรับขึ้นดอกเบี้ย ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานนอกภาคเกษตรกรรม (Nonfarm Payrolls) อัตราการว่างงาน (Unemployment) อัตราการเติบโตของค่าจ้าง (Average Hourly Earnings) รวมถึง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) พร้อมทั้งรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ (ISM Manufacturing & Services PMIs) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยมหาวิทยาลัยมิชิแกน (U of Michigan Consumer Sentiment) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED อย่างใกล้ชิด
-
ฝั่งยุโรป – บรรดานักวิเคราะห์และเรา ต่างคาดว่า ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) อาจมีมติ “ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย” +25bps สู่ระดับ 4.00% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ หลังอัตราเงินเฟ้อเสี่ยงปรับตัวสูงขึ้นทดสอบ/ทะลุระดับ 4% และอาจอยู่ในระดับสูงได้นานกว่าที่ BOE ประเมินไว้ก่อนหน้า จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ตามปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกราว 3-4 ครั้ง ในปีหน้า ขณะที่เรามองว่า BOE อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียง 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของทั้ง BOE และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ผ่านถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ BOE และ ECB ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม และยอดค้าปลีก (Retail Sales) เดือนกันยายน ของยูโรโซน
-
ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน (RatingDog Manufacturing & Services PMIs) เดือนตุลาคม เพื่อประเมินภาพเศรษฐกิจจีนโดยรวม พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา รายงานอัตราการเติบโตของค่าจ้างญี่ปุ่น เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดมองว่า BOJ มีโอกาสราว 77% ที่จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในการประชุมเดือนธันวาคม และมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยอีก 2-3 ครั้ง ในปีหน้า ในส่วนผลการประชุมธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า RBA อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 4.85% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ขณะที่ ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) อาจยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.75%
-
ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ในเดือนตุลาคม ที่เราคาดว่า อาจเร่งสูงขึ้นสู่ระดับ 3.31% (+0.37%m/m) ตามราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและผลของสภาพอากาศที่แปรปรวนต่อราคาอาหารสด รวมถึงราคาอาหารสำเร็จรูป พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิต และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (Business Sentiment) ในเดือนตุลาคม







