ทองคำหลุด USD 4,000 ในช่องขาลง: อัปเดตทุกชั่วโมง
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า
ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.76 บาทต่อดอลลาร์
“อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 33.74 บาทต่อดอลลาร์ (ระดับปิด ณ 17.00 น. วันที่ 22 ตุลาคม)
โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ 22 ตุลาคม ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) อ่อนค่าลงเล็กน้อยในลักษณะ Sideways Up (แกว่งตัวในกรอบ 33.68-33.79 บาทต่อดอลลาร์) โดยเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น ตามกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิสราเอล เตรียมเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ (XAUUSD) พร้อมกับหนุนจังหวะแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์บ้าง อย่างไรก็ดี การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ยังคงเป็นไปอย่างจำกัด ท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากทั้งความกังวลแนวโน้มการลงทุนใน AI กอปรกับราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผู้เล่นในตลาดทยอยปรับลดโอกาส FED เดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะในปี 2027
-
สัปดาห์ที่ผ่านมา สถานการณ์ในตะวันออกกลางได้ทวีความร้อนแรงขึ้น หนุนราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง กดดันให้ ตลาดการเงินอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง พร้อมกดดันทั้ง ราคาทองคำและเงินบาท
-
จับตาสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ประเด็นการเมืองยุโรป พร้อมทั้งรอลุ้น ผลการประชุมบรรดาธนาคารกลาง (FED, ECB, BOJ และ กนง. ของไทย) รวมถึง รายงานผลประกอบการบรรดาบริษัทจดทะเบียน
-
แม้เงินดอลลาร์อาจได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ทว่า เงินดอลลาร์อาจถูกกดดันได้ หากตลาดยังเดินหน้าเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ นอกจากนี้ ทิศทางเงินดอลลาร์ยังขึ้นกับผลการประชุม FOMC ของ FED โดยหาก FED ขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด (เรามองโอกาสต่ำ) อาจหนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นเร็ว แรงได้ ในส่วนของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทเสี่ยงผันผวนสูงในลักษณะ Two-way risk ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน 34 บาทต่อดอลลาร์ หากสหรัฐฯ กับอิหร่านกลับมารบกันอีกครั้ง นอกจากนี้ ควรจับตา ทิศทางราคาทองคำ และฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติ รวมถึง การเคลื่อนไหวของเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ที่ส่งผลกระทบต่อทิศทางเงินบาทด้วยเช่นกัน
-
มองกรอบเงินบาทสัปดาห์นี้
33.30-34.00 บาท/ดอลลาร์ -
ประเมินกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า 33.65-33.85 บาท/ดอลลาร์
สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เรามองว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้น หลังมีกระแสข่าวสหรัฐฯ กับอิสราเอล พร้อมเปิดฉากโจมตีครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน ในสัปดาห์ที่ผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ผลการประชุมของบรรดาธนาคารกลางหลัก โดยเฉพาะ FED รวมถึงรับรู้ รายงานผลประกอบการของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor พอสมควร ทำให้เงินบาท (USDTHB) เสี่ยงผันผวนแบบ Two-Way Risk พร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ทำให้ ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น กลยุทธ์ Options เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารความเสี่ยง
ตลอดทั้งสัปดาห์ เรามองว่า เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่า ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่ยังคงหนุนราคาพลังงานให้ปรับตัวสูงขึ้น/ทรงตัวในระดับสูง พร้อมกับกดดันราคาทองคำ แต่หากการโจมตีของสหรัฐฯ ต่ออิหร่านยังไม่ได้มีแนวโน้มเกิดขึ้น หรือตลาดเริ่มกลับมามีความหวังต่อแนวโน้มการเจรจาหยุดยิง เราคาดว่า เงินบาทมีโอกาสพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้ (จับตาโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ที่จะเป็นปัจจัยชี้การกลับเทรนด์ของเงินบาท) นอกจากนี้ แม้เราจะมองว่า FED อาจคงดอกเบี้ย ในสัปดาห์นี้ ส่วนถ้อยแถลงของประธาน FED อาจไม่ได้ต่างจากการประชุมครั้งก่อนๆ หรือในการประชุม IMF-World Bank ล่าสุด ซึ่งอาจพอช่วยหนุนเงินบาทได้บ้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ เงินดอลลาร์เสี่ยงถูกกดดันจากแรงเทขายหุ้นธีม AI/Semiconductor แต่ หาก FED ขึ้นดอกเบี้ยเซอร์ไพรส์ตลาด ตามที่นักวิเคราะห์บางส่วนประเมิน เงินดอลลาร์อาจปรับตัวขึ้นเร็ว แรง พร้อมกดดันราคาทองคำและเงินบาทเพิ่มเติม ทำให้เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้ไม่ยาก
ในเชิงเทคนิคัล เรามองว่า เงินบาทมีโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวรับถัดไป 33.30 บาทต่อดอลลาร์) ส่วนโซนแนวต้านจะอยู่ในโซน 33.75-33.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยหากเงินบาทอ่อนค่าทะลุโซนอ่อนค่าสุดในปีนี้ แถว 33.85 บาทต่อดอลลาร์ จะเปิดโอกาสอ่อนค่าทดสอบโซน 34.00 บาทต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ หากเงินบาทสามารถแข็งค่าทะลุโซนแนวรับ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน จะเพิ่มโอกาสเงินบาทกลับสู่แนวโน้มการแข็งค่าได้อีกครั้ง ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following บน Time Frame รายวัน
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
-
ฝั่งสหรัฐฯ – ไฮไลท์สำคัญ จะอยู่ที่ ผลการประชุม FOMC ของ FED โดยเราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างมองว่า FED จะ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 3.75-4.00% แม้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง แต่ไม่เห็นสัญญาณการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ขณะที่ ตลาดแรงงานสหรัฐฯ ยังอยู่ในภาวะ Slow-to-Hire และ Slow-to-Fire ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตา ถ้อยแถลงของประธาน FED Kevin Warsh ในช่วง Press Conference โดยเราคาดว่า ประธาน FED อาจย้ำจุดยืนคุมปัญหาเงินเฟ้อให้สำเร็จ สะท้อนว่า FED พร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ในการประชุมเดือนธันวาคม ในส่วนของรายงานข้อมูลเศรษฐกิจนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนกันยายน รวมถึง อัตราการเติบโตเศรษฐกิจในไตรมาส 3 เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม สถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด หลังสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูงและเสี่ยงทวีความร้อนแรงขึ้นในระยะสั้น พร้อมกันนั้น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบรรดาบริษัทในธีม AI/Semiconductor ที่จะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงินได้อย่างมีนัยสำคัญ
-
ฝั่งยุโรป – บรรดานักวิเคราะห์และเรา ต่างคาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จะเลือก “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Deposit Facility Rate)” ที่ระดับ 2.50% หลังภาวะการเงิน (Financial Conditions) ทั่วยุโรป ได้ทยอยตึงตัวขึ้นมาก ตามแรงขายสินทรัพย์ฝั่งยุโรป จากทั้งประเด็นความกังวลสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความวุ่นวายทางการเมืองและฐานะการคลังของประเทศเศรษฐกิจหลัก อย่าง ฝรั่งเศส ทำให้ ECB ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทว่า อัตราเงินเฟ้อที่ยังเสี่ยงอยู่ในระดับสูง ทำให้ ECB ส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย หากจำเป็น (เรามองว่า ECB อาจขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้าย เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ ในเดือนธันวาคม) นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน ผ่านรายงานอัตราการเติบโตเศรษฐกิจยูโรโซน ไตรมาส 3 และดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (IFO Business Climate) เดือนตุลาคม
-
ฝั่งเอเชีย – เราและบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 1.25% ทว่า BOJ อาจส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เหมือนในการประชุมก่อนหน้า หลังอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นยังคงเคลื่อนไหวใกล้กับเป้าหมาย 2% ของ BOJ และความเสี่ยงด้านสูงยังคงมีอยู่ ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น การปรับคาดการณ์เศรษฐกิจญี่ปุ่นใหม่ของ BOJ ทั้งในส่วนของอัตราการเติบโตเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ เพื่อประกอบการประเมินทิศทางนโยบายการเงินของ BOJ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานยอดค้าปลีก (Retail Sales) ยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของกรุงโตเกียว ในส่วนผลการประชุมธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) นั้น บรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า RBNZ อาจเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย +25bps สู่ระดับ 3.00% เพื่อคุมปัญหาเงินเฟ้อ และนอกเหนือจากผลการประชุมบรรดาธนาคารกลางดังกล่าว รวมถึง รายงานข้อมูลเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตและภาคการบริการของจีน (Manufacturing & Non-Manufacturing PMIs) เดือนตุลาคม เพื่อประเมินภาพเศรษฐกิจจีนโดยรวม
-
ฝั่งไทย – เรายังคงประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังมีมติเอกฉันท์ “คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย” ไว้ที่ระดับ 1.00% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ที่แม้จะได้อานิสงส์จาก AI Boom แต่ยังคงขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพและการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อยังคงมีอยู่จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอนสูงและภาวะ Super El Nino แต่ยังไม่เห็นสัญญาณเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว่าง อีกทั้งอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย ทำให้ กนง. สามารถคงดอกเบี้ยที่ระดับปัจจุบันได้ นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ยอดการส่งออกและนำเข้าของไทย รวมถึง ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เดือนกันยายน








